สีหศักดิ์ เปิดวิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนการทูต2.0
หมายเหตุ – นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศของไทยในหัวข้อ “การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง: ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน” ในงานพบปะสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับทุกคนเพราะการต่างประเทศของไทยในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวายไร้ระเบียบ เราจะไปทางไหน อย่างไร และมีความท้าทายอีกมาก ต้องยอมรับว่าการต่างประเทศของไทยในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ได้ดำเนินการเชิงรุก ซึ่งไม่ได้โทษผู้กำหนดนโยบาย แต่เป็นผลสืบเนื่องจากความไม่นิ่งของการเมืองภายใน การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงของผู้นำที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศขาดความต่อเนื่อง
การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียงในสภาที่ค่อนข้างมีความมั่นคง เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนหวัง เพราะจะทำให้มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ ด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่เป็นโอกาสที่สำคัญมาก
เราจะขับเคลื่อนนโยบายทูตเชิงรุกด้วยการการมองไปข้างหน้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนผ่าน 4 แนวทางคือ 1. การทูตที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน (Diplomacy of Strategy) เราไม่ใช่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน และมุ่งสู่เป้าหมายอะไร 2. การทูตที่มีความรวดเร็ว (Diplomacy of Speed) สถานการณ์ในปัจจุบันผันแปรเปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความรวดเร็วทันท่วงทีด้านการต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น กรณีตะวันออกกลาง เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทรวงการต่างประเทศมีการจัดตั้งวอรูมทันทีเพื่อติดตามสถานการณ์ให้รู้ว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง รวมถึงดูแลความปลอดภัยของคนไทย และเรามอนิเตอร์วันต่อวันตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
3. การทูตที่มีความเป็นเอกภาพ (Diplomacy of Coherence) ทั้งในเชิงนโยบายและการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะนโยบายในเชิงการต่างประเทศบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ แต่คาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง เช่นกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศกับทหารต้องมีนโยบายที่เป็นเอกภาพ นอกจากนโยบายที่เป็นเอกภาพแล้วการทำงานก็ต้องเป็นเอกภาพด้วย ซึ่งตนเน้นในเรื่องของทีมไทยแลนด์ 4. การทูตที่มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Diplomacy of Communication) ในสังคมประชาธิปไตยต้องมีการสื่อสารกับประชาชน เพื่อบอกว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำคืออะไร ต้องโปร่งใสและทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่ทำเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร

นี่เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศที่มองไปข้างหน้าและทำงานเชิงรุก แม้ในความเป็นจริงโลกไม่ได้สวยอย่างที่คิด แต่สำหรับตนการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเจอปัญหาแต่ละวันที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้เราไม่ลืมเป้าหมาย และเรามีเข็มทิศว่าสิ่งที่เราต้องการระยะยาวคืออะไร ไม่ใช่ว่าพอเจอเหตุการณ์เราไปซ้ายที ขวาที และลืมเป้าหมายทิศทางของการต่างประเทศ หากถามว่าอะไรคือความท้าทายเร่งด่วนสำหรับการต่างประเทศของไทย นั่นอาจจะเป็นการวัดศักยภาพของกระทรวงการต่างประเทศด้วยเช่นกัน
ไทยจะต้องรักษาความสมดุลในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทยเป็นหลัก สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องแรกคือปัญหาไทย-กัมพูชา เรามีการหยุดยิงแต่ประเด็นคือเราจะก้าวข้ามความขัดแย้งและนำสันติภาพที่ยั่งยืนกลับสู่พื้นที่ชายแดน จากสัญญาณที่เขาส่งมาคิดว่าเขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับไทยอย่างจริงจัง และเขาใช้วิธีการต่างๆ ในการกดดันเพื่อสร้างความได้เปรียบ กัมพูชาต้องแสดงความพร้อมและความจริงใจในการร่วมมือกับไทย เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อมและเราก็พร้อมด้วย เราหวังว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน
ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีคนถามว่าประเทศไทยไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้หรือ เรื่องนี้เราต้องระวังอย่างมาก เราต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราเป็นอย่างไร ต้องรู้สถานะของเราว่าอยู่ตรงไหน และต้องทำให้พอดี ไทยมีท่าทีที่ชัดเจนและสิ่งที่ตนแถลงตลอดเวลาคือเราไม่เห็นด้วยกับสงครามและการขยายวงของความขัดแย้ง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ เราไม่ได้เป็นคู่กรณีและต้องดูผลประโยชน์ของไทยเป็นตัวตั้ง โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนคนไทย และการเดินเรือที่ปลอดภัยของเรือพาณิชย์ไทย
ท้ายที่สุดแล้วการต่างประเทศคือผลประโยชน์และความมั่นคง แต่ความมั่นคงนั้นมีหลายมิติ เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการอะไร สิ่งแรกที่เราต้องเสริมสร้างคือความมั่นคงชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่มีความมั่นคงชายแดน เราก็ต้องพะวงตลอดเวลา ชายแดนของเราจะต้องปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ อาทิ การคุกคามอธิปไตย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ขณะที่ความมั่นคงที่ดีที่สุดคือความเชื่อมโยง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาก้าวหน้าร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านตลอดไป ถ้าเขาก้าวหน้ามั่นคง เราก็ก้าวหน้าอย่างมั่นคงเช่นกัน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะที่การแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ เราต้องไม่เลือกข้าง แต่เราต้องรักษาจุดยืน เราต้องพยายามนำขั้วต่าง ๆ เข้ามาเสริมสร้างสันติภาพ ยิ่งมากก็ยิ่งดี เราจะได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยต้องมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนด้วย

นอกจากนี้แล้ว การต่างประเทศยังต้องยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้รู้สึกว่าการต่างประเทศทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนผ่านการทูตเศรษฐกิจผ่านการมองหาตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา และทำงาน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแสวงหาความร่วมมือทาง การค้าและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กับกลุ่มประเทศ GCC และประเทศในภูมิภาคเอเชียกลาง
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของรัฐ เพราะหลายปัญหากระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ อาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นความมั่นคงของมนุษย์ถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูต
นอกจากการทูตต้องมีความหมายกับประชาชน นอกจากต้องจับต้องได้แล้ว เราก็ต้องไปไกลกว่านั้นนั่นคือ การทูตที่มีผลและสร้างอิทธิพลในเวทีโลก เราต้องมองไกลกว่าประเทศไทย เราจะช่วยประชาคมโลกให้ดีขึ้นได้อย่างไรเพื่อคนรุ่นหลัง สิ่งแรกที่เห็นคือ เราต้องรรักษาระเบียลโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาและการรับฟังเสียงของทุกประเทศ เราต้องสร้างระเบียบโลกใหม่ ที่ไม่ใช่ประเทศใหญ่เป็นใหญ่อย่างเดียว แต่ประเทศเล็กก็มีสิทธิ์ด้วย เราจะต้องสร้างระเบียบโลกที่จะสามารถเสนอตอบสนองความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน
สิ่งที่พูดมาทั้งหมด คือ การทูต 2.0 คือการทูตที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภาคประชาชน และดำเนินไปในทุกทิศทาง ผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องไปที่นั่น และเราต้องไปให้ไกลด้วยตัวเราเองถ้าเราอยากเป็นประเทศที่ยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เราต้องทำไทยให้กว้างไกลไปกว่าประเทศไทย
การต่างประเทศที่ดี สำเร็จจริง และมีพลัง คือการต่างประเทศที่เริ่มในบ้าน มีเอกภาพ และยึดผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง

