เทศกาลไทยในกรุงปารีส โชว์เคสวัฒนธรรม-นวัตกรรมร่วมสมัย
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ณ สวนบากาแตล ในกรุงปารีส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน “Tout à fait Thaï 2026 ” โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 ที่พระองค์เสด็จร่วมงานเทศกาลดังกล่าว ในการนี้ พระองค์เสด็จทอดพระเนตรการจัดแสดงผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งนำเสนอโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงซุ้มอาหารไทยภายในงาน และทรงมีพระปฏิสันถารกับพี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาร่วมงานอย่างไม่ถือพระองค์ ยังความปลาบปลื้มปีติแก่ผู้เฝ้ารับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้นซึ่งตัดเย็บจากผ้ามัดหมี่ลายวิถีชีวิตไทย หนึ่งใน 8 ชุดไทยพระราชนิยมที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาขององค์การยูเนสโก เพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในเดือนธันวาคมนี้ นอกจากจะงดงามแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างน่าประทับใจ

งาน “Tout à fait Thaï 2026” ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศสในปี 2569 โดยมีการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมไทยกับความร่วมสมัย ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทย การแสดงมวยโบราณ การสาธิตการทำอาหารไทย และการนำเสนอผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีการพัฒนาให้ร่วมสมัย ซึ่งผู้เข้าร่วมงานไม่เพียงแต่ได้ช็อปงานคราฟเก๋ๆ ได้ชิมอาหารอร่อย อาหารไทยที่มีนวัตกรรมการถนอมอาหารให้เก็บรักษาได้นานขึ้นก็ขายดิบขายดี เช่นเดียวกันบคลาสมวยไทยและบริการหมอนวดไทยที่กระแสไม่เคยตก
การไปร่วมงานของศิลปินไทยร่วมสมัยอย่าง บุ๋น-เปรม จาก GMMTV คิว วง Flure และ หลิว อาจารียา รวมถึงการแสดงดนตรีโดย DJ TukTuk Radio ก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานคึกคักอย่างมาก

ตลอดเวลา 2 วันของการจัดงาน มีทั้งชาวฝรั่งเศสและชุมชนชาวไทยจำนวนกว่า 2 หมื่นคนมาเข้าร่วม นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ถึง 2 วาระ และยังเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานเทศกาลไทยในกรุงปารีส เล่าให้ฟังว่า งานเทศกาลไทยที่กรุงปารีสในครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และมีผู้มาร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้ว่านอกจากคนไทยแล้ว คนฝรั่งเศสก็มาร่วมงานเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทั้งมากับเพื่อนฝูง คู่รัก และครอบครัว สะท้อนให้เห็นว่า งานเทศกาลไทยได้รับการตอบรับจากคนฝรั่งเศสทุกสถานะ และคนฝรั่งเศสก็ชื่นชอบบรรยากาศในงาน ช่วงเวลา 2 วันของการจัดงานจึงเหมือนกับเป็น “วันของประเทศไทยในฝรั่งเศส” จริงๆ

ท่านผู้ช่วยรมต.ศรัณย์บอกว่า คนไทยที่มาร่วมงานก็มีความสุข และรู้สึกภูมิใจ คนฝรั่งเศสที่เคยมางานเทศกาลไทยก่อนหน้านี้ก็เป็นแฟนคลับที่เฝ้ารอ เห็นได้ชัดว่าเราสามารถขยายฐานคนที่มางานเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะในครั้งนี้เราจัดงานหลังฤดูร้อนที่เคยจัดตามปกติ แต่ผู้คนก็ยังมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมากขึ้นกว่าเดิม ปีนี้มีเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นมาก การที่คนรุ่นใหม่เริ่มติดตามประเทศไทยผ่านวัฒนธรรมร่วมสมัย ช่วยขยายฐานของผู้ที่รู้จักและชื่นชอบประเทศไทย และในระยะยาวอาจต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว ธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

ความนิยมไทยของฝรั่งเศสยังเห็นได้ผ่านการเดินทาง โดยสายการบินไทยยังจะเปิดเที่ยวบินจากกรุงเทพ-ปารีส เพิ่มขึ้นเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 หรือเป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขณะที่สายการบินแอร์กาแล็งของนิวแคลิโดเนีย ก็จะเริ่มทำการบินจากปารีสและแวะพักเครื่องที่กรุงเทพ ก่อนที่จะบินต่อไปยังนูเมอาสัปดาห์ละ 3 เที่ยว โดยเริ่มทำการบินในเส้นทางดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมปีนี้เช่นกัน
นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ถึงกับบอกว่า การจัดงานปีนี้ได้รับผลตอบรับดีกว่าที่คาด เพราะตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานไว้ในหลักหมื่น แต่จำนวนผู้ร่วมงานเกินเป้าก่อนงานจบ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการที่ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งการชกมวยไทย นาฏศิลป์ รับประทานอาหาร ผู้คนสนุกกับงาน และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เราสร้างขึ้น

“เราพยายามจัดงานโดยสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นไทยแบบดั้งเดิมกับภาพประเทศไทยในมิติใหม่ โดยยังคงนำเสนอนาฏศิลป์ มวยไทย อาหาร และงานหัตถกรรม ขณะเดียวกันเพิ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ความบันเทิง ศิลปินรุ่นใหม่ และนวัตกรรมเข้ามา เพื่อสะท้อนภาพประเทศไทยที่ร่วมสมัยมากขึ้น” ท่านทูตนิกรเดชกล่าว
ท่านทูตนิกรเดชกล่าวว่า งานนี้ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นประเทศไทยในภาพที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การเดินทาง อาหาร ศิลปวัฒนธรรม กีฬา ไปจนถึงงานสร้างสรรค์และสินค้าไทย ภายใต้ความคาดหวังว่า จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้รู้จักประเทศไทยในมิติที่กว้างขึ้น และทำให้เกิดความสนใจที่จะเดินทางมาสัมผัสประเทศไทยด้วยตนเอง

น.ส.ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เทศกาลไทยเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 30 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนไทยและคนในประเทศอื่นๆ ได้พบและแลกเปลี่ยนกันโดยตรง ผู้ที่เคยเดินทางไปไทยสามารถมาทานอาหาร สัมผัสวัฒนธรรมและบรรยากาศที่คุ้นเคย ขณะที่ผู้ที่ยังไม่เคยไปประเทศไทยก็มีโอกาสทำความรู้จักไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ ในปีนี้มีการจัดเทศกาลไทยใน 42 เมืองทั่วโลก โดยมี 12 แห่งได้รับการกำหนดให้เป็นงานระดับ Flagship ซึ่งรวมถึงกรุงปารีสด้วย
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะการได้พบปะ พูดคุย รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมร่วมกัน สามารถนำไปสู่ความเข้าใจและความชื่นชมในวัฒนธรรมของกันและกัน เมื่อเกิดความเข้าใจในระดับประชาชน ก็สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนในด้านต่างๆ และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในระยะยาว

น.ส.ใจไทยยังชี้ให้เห็นว่า การนำเสนอประเทศไทยในปีนี้ไม่ได้มีเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังครอบคลุมความทันสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพื่อให้คนฝรั่งเศสเห็นประเทศไทยในมิติที่หลากหลายขึ้น และยังเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของประเทศไทยในหลายด้าน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจได้ ขณะที่สินค้าและผลงานที่นำมาแสดงอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติหรือผู้บริโภคเกิดความสนใจ ก่อนพัฒนาไปสู่การซื้อขาย การสร้างตลาด หรือความร่วมมือในระยะต่อไป
รอยยิ้มและความสนุกสนานของผู้เข้าร่วมงานเทศกาลไทยในปารีสปีนี้ เป็นภาพสะท้อนถึงความสำเร็จที่มาจากความตั้งใจของผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานทั้งหมด ที่ช่วยให้ “งานเทศกาลไทย” ไม่ได้เป็นที่จดจำแค่ในกรุงปารีส แต่กลายเป็นงานที่มีคนทั่วทุกมุมโลกรอคอย



