‘ทรัมป์’ ชี้โสมแดงยังเป็นภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่ไม่ธรรมดา

23.06.18 | 19:21 น.
AFP PHOTO / SAUL LOEB

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา อ้าง “ภัยคุกคามที่พิเศษและไม่ธรรมดา” จากคลังแสงสรรพาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ เพื่อขยายการคว่ำบาตรต่อระบอบการปกครองของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือต่อไป แม้ว่าจะโอ้อวดถึงความสำเร็จในการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ตาม

หลังจากที่นายทรัมป์บินกลับมายังกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและโอ้อวดถึงความสำเร็จด้วยการทวีตข้อความว่า “ไม่มีภัยคุกคามเกาหลีเหนืออีกต่อไป” และยังทวีตก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1 วันหลังการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ด้วยว่า “ขอให้หลับฝันดี”


แต่ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีที่ส่งไปยังสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน มีท่าทีแตกต่างออกไปด้วยการอธิบายว่าเหตุใดฝ่ายบริหารของสหรัฐยังต้องคงไว้ซึ่งข้อจำกัดที่เข้มงวดทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือที่บังคับใช้ครั้งแรกตั้งแต่สมัยของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

“การคงอยู่และความเสี่ยงของการแพร่กระจายวัสดุฟิสไซล์ที่สามารถนำไปใช้เป็นอาวุธได้บนคาบสมุทรเกาหลีและพฤติกรรมกับนโยบายของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามที่พิเศษและไม่ธรรมดาต่อความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ และเศรษฐกิจของสหรัฐ” ถ้อยแถลงระบุ และว่า “ผมยังคงเดินหน้าเรื่องเร่งด่วนของชาติด้วยความเคารพต่อเกาหลีเหนือ”

แม้ว่าถ้อยแถลงดังกล่าวจะถูกพิจารณาว่าเป็นเอกสารที่ส่งไปล่วงหน้า แต่ความไม่สอดคล้องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐยอมรับว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หลังจากคณะผู้เจรจายังต้องถกเถียงในรายละเอียดของการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

Advertisement

ในการประชุมสุดยอด นายคิมและนายทรัมป์ลงนามในคำมั่นสัญญา “ที่จะร่วมงานกันไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์จากคาบสมุทรเกาหลี” ซึ่งเป็นวลีที่รัฐบาลเกาหลีเหนือชื่นชอบมากกว่าข้อเรียกร้องมายาวนานของสหรัฐให้เกาหลีเหนือยอมละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ในแบบที่ “ตรวจสอบได้” และ”ไม่สามารถฟื้นคืนกลับได้”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ชี้ให้เห็นถึงการใช้ถ้อยคำที่กำกวมและไม่ผูกมัดในเอกสารการประชุมสุดยอด และยกประเด็นข้อกังวลว่าผลการประชุมดังกล่าวอาจทำให้ความร่วมมือกันของชาติพันธมิตรในการต่อสู้กับโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออ่อนแอลง

วันเดียวกันนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) ระบุว่า สหรัฐและเกาหลีใต้เห็นพ้องที่จะระงับการร่วมฝึกซ้อมรบอย่างไม่มีกำหนดเพื่อสนับสนุนการเจรจาทางการทูตกับเกาหลีเหนือ โดยการตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังการประชุมร่วมกันของนายเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นายพลโจ ดันฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม และนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ