“โม เบิร์ก” นักเบสบอลอาชีพผู้ที่ไม่ได้เฉิดฉายในสนามเบสบอลเท่าไรนัก แต่กลายเป็น “ผู้เล่นทรงคุณค่า” ในสนามรบ ในฐานะ “สายลับ” ของกลุ่มสัมพันธมิตร ผู้มีภารกิจสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของนาซีเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2
เรื่องราวของ “โม เบิร์ก” ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ “เดอะแคตเชอร์ วอส อะ สปาย” เตรียมลงโรงฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 22 มิถุนายน เรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงในเส้นทางชีวิตอันโลดโผนของ “เบิร์ก”
เบิร์ก เกิดในย่านฮาเล็ม ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปีค.ศ. 1902 จบการศึกษาจาก “มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน” มีชื่อเสียงในด้านความเชี่ยวชาญทางภาษาทั้งร่วมสมัยและภาษาโบราณถึง 12 ภาษา
เบิร์ก เข้าสู่เส้นทางนักเบสบอลอาชีพในสหรัฐด้วยตำแหน่ง “ชอร์ตสต็อป” ก่อนผันตัวไปเล่นเป็น “แคตเชอร์” ได้ร่วมทีมดังในลีกระดับเมเจอร์หลายทีมอย่างเช่น “บอสตัน เรด ซ็อกซ์” ในเวลาเดียวกัน เบิร์ก ก็สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจาก “มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย” ด้วย
หน้าที่ในฐานะสายลับเริ่มต้นขึ้นในปี 1934 ในการเดินทางไปเล่นเบสบอลกระชับมิตรที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยเบิร์ก สวมชุดกิโมโน เพื่ออำพรางตนก่อนลักลอบขึ้นไปยังดาดฟ้าของโรงแรมและถ่ายวิดีโอท่าเรือและอู่ต่อเรือของญี่ปุ่น
ในปีเดียวกันนั้น เบิร์ก ได้นำวิดีโอดังกล่าวแสดงให้กับหน่วยกิจการยุทธศาสตร์ (โอเอสเอส) ในยุคประธานาธิบดีแฟรงกิน รูสเวลต์ หน่วยงานซึ่งพัฒนาไปสู่สำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ของสหรัฐในเวลาต่อมา
นักประวัติศาสตร์ระบุว่า เบิร์ก นั้นเชื่อว่าวิดีโอของตนถูกใช้ในแผนการของสหรัฐในการโจมตีทางอากาศเข้าใส่ญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 1942
แม้เรื่องราวดังกล่าวจะไม่มีการยืนยันชัดเจน แต่ เบิร์ก ก็สร้างความประทับใจให้กับ โอเอสเอส ได้เพียงพอที่จะได้รับภารกิจใหม่ในการเล็ดลอดสืบข่าวรวมไปถึงภารกิจลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ของนาซีเยอรมัน
โอเอสเอส ส่งเบิร์ก ไปร่วมงานสัมมนาที่มี “แวร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก” นักควอนตัมฟิสิกส์ เจ้าของรางวัลโนเบล ที่รับหน้าที่คิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพนาซี ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เบิร์ก มีหน้าที่สืบข่าวโครงการอาวุธนิวเคลียร์ว่าใกล้จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หากใกล้ความจริง ก็ให้สังหาร “ไฮเซนเบิร์ก” ทิ้งเสีย
อย่างไรก็ตาม เบิร์กที่ไปพร้อมกับปืน และเม็ดยาไซยาไนต์ สำหรับฆ่าตัวตายในกรณีภารกิจล้มเหลว กลับเปลี่ยนใจไม่สังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ในการพบปะกันครั้งเดียวระหว่างที่ทั้งคู่เดินกลับโรงแรมที่ “ไฮเซนเบิร์ก” พักอยู่
ไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน และเพราะเหตุใดนักเบสบอลผู้ผันตัวเป็นสายลับจึงละทิ้งแผนดังกล่าวไป
เบิร์ก ออกจากซีไอเอ ในปี 1954 ใช้ชีวิตพเนจรและได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนและครอบครัวในการดำรงชีวิตโดยไม่ได้กลับไปทำงานอีกเลย
เบิร์ก เสียชีวิตในวัย 70 ปี และเป็นนักเบสบอลเมเจอร์ลีกเพียงคนเดียว ที่ “การ์ดเบสบอล” ของเขาได้ติดแสดงอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของซีไอเอในสหรัฐ
และแน่นอนว่าเรื่องราวที่ยังคงปริศนาจะถูกตีความผ่านภาพยนตร์ “เดอะ แคคตเชอร์ วอส อะ สปาย” ที่กำลังจะออกฉายนี้แน่นอน

