สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนว่า ปีแห่งการประสบความสำเร็จด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจถูกลบล้างด้วยการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น จากความกลัวว่าสงครามการค้าโลกเต็มรูปแบบจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น
บีไอเอสที่ได้รับการเรียกขานว่าเป็นธนาคารกลางของธนาคารกลางระบุไว้ในรายงานด้านเศรษฐกิจประจำปี ยกย่อง “ช่วงเวลา 1 ทศวรรษของนโยบายทางการเงินที่ไม่ธรรมดา” ในการนำพาโลกนี้ออกจากวิกฤตการเงินปี 2008 ที่ส่งผลดีที่สุดในปี 2017 อันถือเป็น “ปีแห่งการประสบความสำเร็จด้านการเติบโตที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ” อย่างไรก็ตาม ได้เตือนถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
“การยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้าอาจจุดชนวนให้เกิดช่วงขาลงทางเศรษฐกิจได้ในทันที” บีไอเอสระบุ
รายงานฉบับนี้เผยแพร่ไม่กี่วันหลังจากที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าส่งออกที่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา อาทิวิสกี้เบอร์เบิน กางเกงยีนส์ และรถมอเตอร์ไซค์ ในการเปิดฉากทำสงครามการค้ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ
อียูกำหนดกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าของสหรัฐมูลค่า 28,000 ล้านยูโร เป็นการตอบโต้การตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อเหล็กและอะลูมิเนียมจากยุโรป ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น นายทรัมป์ขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษี 20 เปอร์เซ็นต์ต่อรถยนต์นำเข้าจากยุโรป
บีไอเอสย้ำว่า ผลที่ตามมาของมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งกันและกันอาจร้ายแรงและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นใน “ระบบการค้าพหุภาคีแบบเปิดกว้าง” และเรียกร้องให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายออกมาปกป้องสิ่งนี้
ทั้งนี้ บีไอเอส มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีธนาคารกลางของประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจชั้นนำ 60 ชาติร่วมถือครองความเป็นเจ้าของ
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือหุ้นจำนวน 3,211 หุ้น คิดเป็น 0.6% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในบีไอเอส

