กรณีที่มีการตรวจพบโรงงานจัดเก็บและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เวสต์ เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่นับวันจะทวีขึ้นสูงยิ่งอีกประการหนึ่งเท่านั้น กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กำลังกลายเป็นวิกฤตในระดับโลก ที่ยังขาดความเข้าใจ ความสำนึกตระหนักอยู่อีกด้วย
เพราะปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะขาดความเข้าใจและตระหนักถึงอันตรายจากมัน ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมและในส่วนของผู้บริโภคโดยรวม
จาค็อบ ไรห์เนอร์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อความมั่นคงมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นยู) เป็นผู้ออกมาเตือนถึงวิกฤตโลกเรื่องนี้ไว้เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการเผยแพร่ข้อมูลเฝ้าระวัง อี-เวสต์ ล่าสุดของปี 2017 ออกมา ที่ระบุว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั่วโลกเพิ่มขึ้น “อย่างมีนัยสำคัญ” ระหว่างปี 2014-2016
เฉพาะปี 2016 ปีเดียว ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีปริมาณมหาศาลถึง 44.7 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2014 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์
น้ำหนักของขยะเหล่านั้นเทียบแล้วเท่ากับ พีระมิดกิซา 9 พีระมิดรวมกัน หรือเท่ากับน้ำหนักของหอไอเฟล 4,500 หอ
ถ้าบรรจุลงในรถบรรทุก 18 ล้อระวางบรรทุก 40 ตันให้เต็ม ต้องใช้รถ 18 ล้อถึง 1,230,000 คัน มากพอที่จะจอดเรียงกันได้ระยะทางจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกามาจนถึงกรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปนิวยอร์กอีกรอบ
ขยะเหล่านี้มีตั้งแต่ ทีวี, สมาร์ทโฟน, เครื่องซักผ้า, แผงโซลาร์เซลล์, ตู้เย็น, เครื่องดูดฝุ่น, เครื่องเล่นเกมคอนโซล, เครื่องคอมพิวเตอร์, แอร์คอนดิชัน ฯลฯ
ยูเอ็นยู ประเมินไว้ว่า ในปี 2021 ปริมาณขยะนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 17 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในตอนนั้นทั้งหมดจะมากถึง 52.2 ล้านเมตริกตัน
ขยะเหล่านี้ไปไหน? คำตอบของยูเอ็นยู ก็คือ 4 เปอร์เซ็นต์ถูกทิ้งเป็นขยะไว้ตามที่ทิ้งขยะทั่วไปต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ คือ ราว 76 เปอร์เซ็นต์ ส่งขายไปแยกชิ้นส่วน ถูกเผา หรือไม่ก็เก็บไว้เฉยๆ ภายในบ้านเรือน มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกระบุอย่างถูกต้องว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้วผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้อง
ยุโรป เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดของโลก ข้อมูลของยูเอ็นยู ระบุว่าในปี 2016 ครัวเรือนของยุโรป ผลิตขยะเหล่านี้ออกมาเฉลี่ยแล้ว 16.6 กิโลกรัมต่อคน ต่อด้วยภาคพื้นอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ที่ 11.6 กิโลกรัมต่อคน
อีกประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เหล่านี้มีค่า เพราะมีส่วนประกอบที่เป็นทองคำและทองแดงอยู่ภายใน
ยูเอ็นยู ประเมินเอาไว้ว่า วัตถุดิบที่มีค่าภายในอี-เวสต์ เฉพาะในปี 2016 ปีเดียว มีมูลค่าสูงถึง 64,700 ล้านดอลลาร์
นั่นทำให้เกิดกระบวนการรับซื้อขยะเหล่านี้ เพื่อนำไปแยกเอาวัตถุดิบมีค่าเหล่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จีน เป็นประเทศที่เต็มใจรับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก นำขยะเหล่านั้นเข้าสู่โรงงานรีไซเคิลขนาดใหญ่จำนวนมากภายในประเทศ
ตามข้อมูลของสหประชาชาติ ราวๆ 70 เปอร์เซ็นต์ของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก ไปลงเอยที่ประเทศจีน
ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อทางการจีนเริ่มตระหนักว่า กระบวนการรีไซเคิลของโรงงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงผลประโยชน์อย่างเดียว แต่มีผลกระทบในแง่ของสิ่งแวดล้อมติดตามมาด้วย
หลังจากชั่งน้ำหนักระหว่างผลกำไรเฉพาะหน้ากับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวแล้ว ทางการจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเด็ดขาด
ไม่เฉพาะแต่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงขยะพลาสติกจากต่างประเทศอีกด้วย
เมื่อหมดหนทางดำเนินการภายในประเทศ สิ่งที่ผู้ประกอบการชาวจีนทำ ก็คือส่งออกขยะที่รับซื้อเอาไว้ไปยังประเทศอื่น ประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือเป้าหมายทดแทนลำดับแรก เมื่อนักธุรกิจจีนเข้ามาตั้งโรงงานคัดแยกขยะเหล่านี้ทั้งในไทย ลาว และกัมพูชา
ข้อมูลของการ์เดียน ระบุว่า นักธุรกิจจีนพยายามเข้ามาจัดตั้งโรงงานแยกขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยเป็นจำนวนมากถึงราว 100 โรงงานนับตั้งแต่เดือนมกราคมนี้
ผลลัพธ์ที่เห็นกันชัดเจนก็คือ ช่วงระยะเวลาเพียง 5 เดือนปริมาณการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทย นับเฉพาะที่มีกระบวนการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 37,000 ตัน
ถ้าหากนับรวมจำนวนอี-เวสต์ ที่ลักลอบนำเข้าหรือสำแดงการนำเข้าเป็นเท็จ ปริมาณจริงคงมหาศาลกว่านี้มาก
องค์การอนามัยโลก ระบุเอาไว้ว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะมีวัตถุดิบที่มีค่าอยู่ด้วย แต่ก็มีวัตถุที่เป็นพิษอยู่จำนวนมากมายมหาศาลกว่า วัสดุพิษหรือวัสดุที่ก่อให้เกิดพิษเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนและต่อสิ่งแวดล้อมได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่า กระบวนการรีไซเคิล มีเทคโนโลยีสูงและมีกระบวนการป้องกันหรือไม่
ข้อสังเกตขององค์การอนามัยโลกก็คือ ประเทศที่รับดำเนินการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ มักอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต และเป็นภาคอุตสาหกรรมแบบ “ไม่เป็นทางการ” ซึ่งทำให้กระบวนการรีไซเคิลยังเป็นกระบวนการแบบ ปฐมภูมิ ทำกันแบบง่ายๆ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยทั้งต่อตัวคนงานของโรงงาน และต่อสภาวะแวดล้อม
วัสดุอันตรายภายในขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ ตะกั่ว, แคดเมียม, โครเมียม, สารประกอบโบรมิเนตที่ทำให้วัสดุทนไฟมากขึ้น เรื่อยไปจนถึง สาร โพลีคลอริเนต ไบฟีนิล (พีซีบี) ซึ่งผสมอยู่ในกาว, พลาสติก หรือวัสดุป้องกันไฟรั่วทั้งหลาย ที่สามารถสะสมในร่างกายและก่อให้เกิดอาการเป็นพิษเรื้อรังได้
สารที่เป็นพิษเหล่านี้ มีผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยตรงได้ทั้งหมด ตั้่งแต่ระบบประสาท, ระบบภูมิคุ้มกัน, ระบบเจริญพันธุ์ เรื่อยไปจนถึงระบบย่อยอาหาร
การรีไซเคิลง่ายๆ แต่อันตรายสูงมากอย่างเช่น การเผา หรือหลอม ไม่เพียงทำให้อากาศที่สูดเข้าไปในร่างกายเป็นพิษเท่านั้น ยังไปสะสมอยู่ในสภาพแวดล้อมใกล้เคียง ในอากาศ สะสมอยู่ในแหล่งน้ำ พื้นดิน และในสัตว์ ซึ่งจะเป็นอาหารของคนเราในอนาคต
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกตรวจโรงงานทำนองนี้ไปแล้ว 26 โรงงาน พบว่าทั้งหมดใช้กระบวนการรีไซเคิลง่ายๆ แต่ สกปรกและเต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ทั้งหมด
ตัวอย่างที่น่าตกใจก็คือ โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ภายในกองเต็มไปด้วยขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นภูเขาเลากา
ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งในอาณาบริเวณโดยรอบ เต็มไปด้วย “นากุ้ง” เป็นต้น
ถึงที่สุดแล้ว ไทยก็กลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเด็ดขาด
ทุกวันนี้กรมศุลกากรต้องผลักดันเรือบรรทุกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ออกไปจากท่าเรือต่างๆ ของประเทศมากถึงวันละ 20 คอนเทนเนอร์ ทั้งยังกำหนดให้ร่างกฎหมายใหม่ ห้ามการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกเข้ามาภายในราชอาณาจักรโดยเด็ดขาดให้แล้วเสร็จเพื่อประกาศใช้ ภายใน 2 เดือน
การดำเนินการเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามตามมา นั่นคือ ถ้าหากไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด ปิดประตู ไม่ยอมรับขยะพิษจากต่างประเทศเหล่านี้เข้ามาอีกต่อไป ประเทศผู้ผลิตขยะมหาศาลเหล่านี้จะทำอย่างไร? ข้อมูลที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกา และอังกฤษเอง พึ่งพาภูมิภาคนี้สูงมากเพื่อระบายอี-เวสต์และขยะพลาสติกของตนเอง
ตัวอย่างเช่น การ์เดียน ระบุว่า นับตั้งแต่จีนปิดรับขยะทั้งสองชนิดเป็นต้นมา ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ขยะพลาสติกจากสหราชอาณาจักร ถูกส่งเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50 เท่าตัว
ใน ฮ่องกง และ สิงคโปร์ สองเมืองท่าสำคัญที่เป็นจุดรองรับ อี-เวสต์ และ ขยะพลาสติก แรกสุด ก่อนที่จะส่งต่อไปยังหลายๆ ประเทศในย่านนี้ มีสินค้าขยะเหล่านี้ตกค้างอยู่ในเรือขนส่งสินค้า หรืออยู่ในชิปปิง คอนเทนเนอร์ เป็นจำนวนมหาศาล
ถ้า ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ของไทยในอาเซียน ปิดประตูรับขยะเหล่านี้พร้อมๆ กัน ขยะเหล่านี้ก็หมดที่ไปในที่สุด
จิม พัคเก็ตต์ นักเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายบาเซิล” เพื่อการแก้ไขปัญหาขยะพิษทั่วโลก ระบุว่า คำสั่งห้ามชั่วคราวในไทย ในที่สุดก็จะทำให้หลายๆ ประเทศ หันไปหาวิธีการ “ดันทุรัง” ในการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง
“อาจจะขนไปทิ้งในที่ที่เลวร้าย ย่ำแย่มากขึ้นไปอีก หรือไม่ก็จัดการเผามันไปทั้งหมด” ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก
แต่ในเวลาเดียวกัน พัคเก็ตต์ก็ยืนยันว่า ไทย กับอาเซียนและประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ก็จำเป็น “ถึงขีดสุด” ที่ต้องห้ามนำเข้าขยะเหล่านี้เข้าประเทศเด็ดขาดในระยะยาว
เขายืนยันว่า ประเทศผู้ผลิตขยะอย่าง สหรัฐอเมริกา และยุโรป จำเป็นต้องตระหนักได้แล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องหาหนทางแก้ไขปัญหา รีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง
ไม่ใช่เอาแต่กวาดขยะไปทิ้งใส่บ้านคนอื่นเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

