โกลบอลโฟกัส: บทเรียนชีวิต “ติดถ้ำ” ทำอย่างไรให้รอด!

7.07.18 | 17:59 น.
ภาพเอเอฟพี

ในท่ามกลางเสียงชื่นชมการทำงานชนิดทุ่มสุดตัวของทีมกู้ภัยหลายพันคน ชื่นชมต่อความแข็งแกร่งของ 13 ชีวิตหมูป่าอะคาเดมี รวมถึงกำลังใจและความช่วยเหลือที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมโลก มาถึงถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งแต่แรกสุดจนถึงขณะนี้

จนกลายเป็นภาพสะท้อนถึงความรัก เมตตาธรรม และการเล็งเห็นถึงคุณค่าแห่งชีวิตของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน ซึ่งเป็นความงดงามอย่างยิ่งของมนุษยชาติ

ผมพบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็น “คำแนะนำ” ที่เป็นประโยชน์และทรงคุณค่ามหาศาล สำหรับใครก็ตามที่ยังรักและหลงใหลในความงาม ความลึกลับของถ้ำ และยังต้องการเที่ยวถ้ำอีกต่อไป
นั่นคือคำแนะนำถึงวิธีการเอาชีวิตรอดเมื่อตกอยู่ในสภาพหลงถ้ำ หรือเจอะเจออุบัติการณ์ไม่คาดฝันจนกลายเป็นเหยื่อ ติดถ้ำ เหมือนเช่นที่ น้องๆ นักเตะทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ช เผชิญอยู่ในเวลานี้
คำชี้แนะเหล่านี้มาจาก ผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจถ้ำ หรือผู้เชี่ยวชาญในการกู้ภัยภายในถ้ำ รวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์ในตรงจากการตกเป็นเหยื่อติดกับคล้ายคลึงกัน ในหลายประเทศทั่วโลก
ด้วยเหตุที่ว่า เรื่องอุบัติเหตุที่ไม่มีใครตั้งใจ ไม่มีใครเจตนาเช่นที่เกิดขึ้นกับ 13 ชีวิตในถ้ำหลวงในยามนี้นั้น ไม่เพียงเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้งในอดีต ยังจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคตแน่นอน

ในกรณีของเด็กๆ ทั้ง 12 คนกับโค้ช คงไม่มีใครคาดคิดว่า ฝนจะตกหนักขนาดนั้น และระดับน้ำในถ้ำหลวงจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วถึงขนาดนั้น ชนิดที่ทำให้ช่องโพรงที่เคยเดินไปมาได้สบาย กลายเป็นอุโมงค์น้ำเต็มพิกัดจากพื้นจรดเพดาน ซึ่งเต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย ระเกะระกะไปหมด
ถ้ำหลวงนั้น ซอกซอนมุดลงไปใต้ดิน ใต้ภูเขาขุนน้ำนางนอน เหมือนๆกับถ้ำส่วนใหญ่ จุดที่พบเด็กๆและโค้ช บริเวณเนินสูง ซึ่งจริงๆแล้ว คือแท่นหินที่ยื่นออกมาจากผนังถ้ำ ปกคลุมด้วยดินโคลนนั้น อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นผิวปกติถึง 1 กิโลเมตร

“เนินนมสาว” ที่ว่านั้น อยู่สูงกว่าระดับน้ำ ซึ่งท่วมโถงที่เรียกว่า พัทยาบีช จนมิดไปหมดเพียง 2 เมตร นั่นหมายความว่า หากน้ำหลากมากเข้าจริงๆ ไม่ยากที่น้ำจะท่วมมิดแท่นเนินดังกล่าว

Advertisement

คำถามสำคัญต่อบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายคือ ทำอย่างไรถึงจะยื้อเอาชีวิตให้รอดได้นานที่สุด เพื่อรอคอยการช่วยเหลือจากทีมค้นหาและกู้ภัย
หากให้บังเอิญในอนาคต เราผู้หนึ่งผู้ใด ต้องไปติดอยู่ในภาวะคล้ายคลึงกันนี้

******
อันมาร์ มีร์ซา ผู้เชี่ยวชาญการกู้ภัยภายในถ้ำ จากคณะกรรมการกู้ภัยภายในถ้ำแห่งชาติ (เอ็นซีอาร์ซี) ของสหรัฐอเมริกา ที่มีประสบการณ์ด้านนี้สูงจนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ “ผู้ประสานงานระดับชาติ” ของเอ็นซีอาร์ซี บอกเอาไว้ผ่านเว็บไซต์ข่าวของ บีบีซี ว่า สิ่งแรกสุดที่ต้องทำ เมื่อตระหนักว่า หลงทางจนติดอยู่ภายในถ้ำแล้วก็คือ ทำให้แน่ใจว่า ตัวเองปลอดภัยจากอันตรายร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในถ้ำ

มีร์ซา บอกว่า อันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น ก้อนหินร่วงหล่นลงมา หรือร่วงหล่น ลื่นไถล เป็นอาทิ

แต่มหันตภัยใหญ่หลวงจริงๆที่เกิดขึ้นได้ภายในถ้ำ ก็คือ ภาวะน้ำท่วมถ้ำ เหมือนอย่างที่น้องๆ ทั้ง 13 คนเผชิญอยู่ในเวลานี้

“ดังนั้นคุณถึงต้องควรขึ้นไปอยู่บนส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ภายในถ้ำ” มีร์ซาให้คำแนะนำว่า คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำอาจสามารถคาดเดาระดับน้ำได้โดยอาศัยระดับเมื่อน้ำท่วมสูงสุดครั้งก่อนหน้านี้เป็นเกณฑ์ “มีหลายวิธีสำหรับการคาดเดาระดับน้ำดังกล่าว เช่น เดาจากคราบโคลน เศษใบไม้ หรือคราบเลนตามผนังถ้ำ”

จากนั้น คำแนะนำถัดไปก็คือ เริ่มต้นสำรวจข้าวของที่ติดตัวมา ว่ามีอะไรบ้างและอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้บ้างในสถานการณ์ใด

ข้าวของทั้งหมด จำเป็นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระยะเวลายาวนานที่เราติดอยู่ในถ้ำ แต่คำแนะนำเบื้องต้นก็คือ ให้คิดไว้ก่อนว่า เราอาจจำเป็นต้องปันส่วนทุกอย่าง ทั้งน้ำ อาหาร หรือแม้แต่กระทั่งไฟ(ฉาย) จึงควรจำกัดการใช้เท่าที่จำเป็น

จากนั้นก็เริ่มต้นจัดการกับสภาพของตัวเอง โดยคำนึงถึงว่า สภาพที่ยังชีพได้ดีที่สุดในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ คือ สภาพแห้งและอุ่น

มีร์ซา บอกว่า ความเสี่ยงสำคัญลำดับแรกของคนติดถ้ำส่วนใหญ่ก็คือ อาการ “ไฮโปเธอร์เมีย” ซึ่งเป็นศัพท์วิชาการที่แพทย์ใช้เรียกภาวะร่างกายที่เย็นมากเกินไป

“ถ้าเปียกน้ำ ต้องถอดเสื้อออกมาบิด ผึ่งให้แห้งได้ยิ่งดี ถ้ามีหลายคนก็ให้อยู่ชิดๆกันไว้ เพื่อรักษาความอบอุ่น” มีร์ซาแนะนำ

******
แอนดี อีวิส อดีตนายกสมาคมนักสำรวจถ้ำแห่งอังกฤษ (บริทิช เคฟวิง แอสโซซิเอชัน-บีซีเอ) อายุ 70 ปีแล้ว แต่มีประสบการณ์ในการสำรวจถ้ำสูงมาก เพราะใช้เวลาอยู่กับการสำรวจถ้ำมาไม่น้อยกว่า 50 ปี ถ้ำที่เขาสำรวจรวมทั้ง ถ้ำในไทย พม่า และจีน แม้ว่า ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนจะไม่ใช่หนึ่งในจำนวนนั้นก็ตามที แต่ก็รู้สภาพภายในถ้ำละแวกนี้เป็นอย่างดี ชนิดที่สามารถบอกได้เลยว่า ภาวะไฮโปเธอร์เมีย ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับระบบถ้ำในประเทศไทย
“โชคดีที่อุณหภูมิขึ้นลงไม่ได้มากมายนัก เฉลี่ยแล้วอุณหภูมิภายในถ้ำ น่าจะอยู่ที่ระหว่าง 23 องศาเซลเซียส ถึงราว 26 องศาเซลเซียสเท่านั้น” อีวิสระบุ
เขาบอกด้วยว่า จากประสบการณ์ในการสำรวจ ถ้ำในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งในไทย มักมีขนาดใหญ่ “บางแห่งถึงขนาดใช้เครื่องบินสำรวจเลยก็ได้” ดังนั้น ภาวะถ้ำถูกน้ำท่วมจนมิดเพดาน เหมือนกับที่เด็กๆ เผชิญอยู่ที่ถ้ำหลวงถึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก
“ตราบใดที่อยู่ห่างจากน้ำไว้ ตัวไม่เปียกชื้นตลอดเวลา ก็ไม่ตายเพราะไฮโปเธอร์เมียแน่นอน”
อันตรายจากไฮโปเธอร์เมีย มักเป็นปัญหาใหญ่ในระบบถ้ำของทางยุโรปเสียมากกว่า ตัวอีวิสเอง เคยติดอยู่ภายในถ้ำบนเทือกเขาปิเรนีสกับเพื่อนนักสำรวจอีก 2 คน ขณะที่อุณหภูมิอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียสเท่านั้น
“เราติดกันอยู่ 55 ชั่วโมง ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกคนสวมชุดประดาน้ำอยู่ในตอนนั้น”
มีร์ซา บอกว่า หลังพ้นจากเรื่องทำตัวให้อุ่นแล้ว ประเด็นสำคัญถัดไปจากนั้นก็คือ คำนึงถึงเรื่องน้ำ
หลักการก็คือต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องระวังน้ำสกปรกในถ้ำ เหตุผลสำคัญก็คือ น้ำสกปรกทำให้เราไม่เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำก็จริง แต่ภาวะท้องร่วงกับอาเจียน ถ้าเกิดขึ้นก็จะทำให้ภาวะขาดน้ำในร่างกายหนักหนาสาหัสมากขึ้น
อีวิส ชี้ให้เห็นว่า เรื่องน้ำถึงแม้จะสกปรก แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเฉียบพลัน ซึ่งอาจตีความได้ว่า ถ้าจำเป็นก็สามารถดื่มได้
“น้ำในถ้ำส่วนใหญ่แล้วเป็นน้ำที่ซึมผ่านชั้นหิน ชั้นดินเข้ามา ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วสามารถดื่มได้ เพียงแต่ว่าแรกๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดมวนในท้องอยู่บ้างเท่านั้น”
บิล ไวท์เฮาส์ รองนายกสภานักกู้ภัยภายในถ้ำแห่งอังกฤษ (บีซีอาร์ซี) แนะนำให้มองหาไปรอบๆ หาตาน้ำที่หยดหรือรินออกมาเรื่อยๆ อย่างที่เราเรียกกันว่า น้ำซับ หรือน้ำที่หยดออกมาจากปลายหินย้อย ซึ่งน่าจะหาไม่ยากในระบบถ้ำทั่วไป
ปัญหาใหญ่กว่าคือ อาหาร ถ้ามีอาหารติดตัวเข้าไป ต้องแน่ใจว่าเราไม่สวาปามเข้าไปทีเดียวหมดเกลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญทุกคนแนะนำตรงกันอย่างนั้น

******
ภาวะอากาศในถ้ำส่วนใหญ่มักไม่เป็นปัญหามากนัก เพาะถ้ำส่วนใหญ่มักมีช่องทางระบายอากาศโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อากาศภายนอกสามารถไหลเวียนเข้าไปภายในถ้ำได้ผ่านช่องทางทั้งหลายที่คนไม่สามารถเข้าออกได้

“โดยรวมแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติที่ภายในถ้ำจะมีออกซิเจนต่ำกว่าในอากาศภายนอก แต่ก็ต่ำกว่าไม่มากมายนัก และไม่ต่ำจนถึงระดับเป็นอันตราย แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวถ้ำแต่ละแห่งด้วย”
แน่นอน ยิ่งเป็นถ้ำที่ลงลึกไปใต้ดินมากเท่าใด ระดับออกซิเจนยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ ก็สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ ในกรณีที่อากาศไม่ไหลเวียน ถ่ายเท และมีคนติดอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนในกรณีของทีมหมูป่า แต่โดยรวมแล้วไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่โตนัก

ปัญหาใหญ่จริงๆ เป็นปัญหาเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดเมื่อ “ติดถ้ำ” เพราะถึงแม้จะมีอาหารพร้อม มีน้ำเพียงพอ แต่การสงบสติอารมณ์อยู่ในที่แคบๆ มืดมิด สามารถเป็นเรื่องยากได้เหมือนกัน
ไวท์เฮาส์บอกว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นอย่างมาก เพราะการติดอยู่ใต้ดินสำหรับบางคนเป็นเรื่องรับได้ อีกบางคนกลับไม่เป็นอย่างเดียวกัน
มีร์ซา แนะว่า สำคัญที่สุดคืออย่าแตกตื่นตกใจ อย่าคิดแต่จะออกมาข้างนอกโดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย “ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่หลวงที่สุด”

เขายกตัวอย่างกรณี ทีมหมูป่า อะคาเดมี ว่า แรงกดดันต่อตัวใครก็ตามที่ทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้ทุกคนพยายามเสี่ยงด้วยการว่ายน้ำออกมา ซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงนั้น มีมหาศาลมาก

“คนที่ทำหน้าที่คุมคนทั้งหมด ไม่ให้เสี่ยงทำอะไรโง่ๆ ลงไปเช่นกระโดดลงน้ำ ว่ายหาทางออก ต้องสามารถควบคุมคนทั้งหมดได้จริงๆ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ลำบากเปลืองแรงกายแรงใจมากอย่างยิ่งในท่ามกลางความมืดเช่นนั้น

ส่วนเรื่องแสงสว่าง ซึ่งสำหรับนักสำรวจถ้ำทั่วไปเองมักไม่มีปัญหา เพราะนี่คืออุปกรณ์พื้นฐานประจำตัว ให้แสงสว่างๆ ได้นับร้อยชั่วโมงด้วยแบตเตอรีลิเธียม กับหลอดแอลอีดีประหยัดไฟ

ปัญหาอยู่ที่ว่าคนทั่วไป อย่างเช่นทีมหมูป่า อะคาเดมี ไม่ใช่นักเที่ยวถ้ำแบบชำนาญการ และไม่พกพาอุปกรณ์ที่เหมาะสมติดตัว

ดังนั้น กฏเหล็กสำหรับนักนิยมท่องเที่ยวภายในถ้ำ เป็นลำดับแรกสุด ก็คือต้องเตรียมตัวให้เหมาะสม หาข้อมูลที่ถูกต้อง เครื่องมือที่เหมาะสม

และไวท์เฮาส์ ย้ำว่า ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรเข้าไปกับใครสักคนที่รู้จักถ้ำแห่งนั้นดีเท่านั้น

ถัดมา ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ต้องบอกใครสักคนเอาไว้เมื่อใดก็ตามที่จะเดินทางเข้าถ้ำไป

“สำหรับทีมกู้ภัย ยิ่งรู้ได้เร็วที่สุดเท่าใด ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้นเท่านั้น” ไวท์เฮาส์ระบุ

(ภาพ-AFP)