รายงานพิเศษ : กต.นำคณะทูตเยือนบุรีรัมย์-สุรินทร์ สัมผัสวัฒนธรรม ‘อีสานใต้’

29.07.18 | 18:00 น.
คณะทูตเยี่ยมชมชุมชน "บ้านสนวนนอก" หมู่บ้านโอท็อป เพื่อการท่องเที่ยว ในอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ปี 2545 กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินโครงการนำคณะเอกอัครราชทูตและคู่สมรสเดินทางลงพื้นที่และพาไปชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 20-22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โครงการที่จะช่วยให้คณะทูตต่างประเทศได้รู้จักประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยได้อยากลึกซึ้งได้จัดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่วัฒธรรมอีสานใต้ที่มีเอกลักษณ์และมีการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในยุคใหม่ผสมผสานไปด้วย โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีคณะทูตานุทูตและคู่สมรส จำนวน 29 คนจาก 19 ประเทศเข้าร่วมทำให้กิจกรรมเป็นไปอย่างคึกคัก

ในการเดินทางเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ คณะทูตานุทูตได้มีโอกาสเยี่ยมชมชุมชน “บ้านสนวนนอก” หมู่บ้านโอท็อป เพื่อการท่องเที่ยว ในอำเภอห้วยราช หมู่บ้านที่ยังคงวัฒนธรรมและวีถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา นอกจากนี้ยังได้เดินทางเยี่ยมชม “โรงเรียนมีชัยพัฒนา” ในอำเภอลำปลายมาศ โรงเรียนที่เน้นการศึกษาที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

คณะทูตร่วมกิจกรรมปลูกข้าวในนาสาธิต บ.เกาะแก้ว อ.สำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง “ปราสาทหินพนมรุ้ง” ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวมไปถึง สัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา อย่าง “สนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต” ที่เตรียมจัดแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” ในเดือนตุลาคมนี้ และอุทยานดอกไม้เพ ลา เพลิน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ให้ได้ผ่อนคลายกับโรงเรือนดอกไม้หลากหลายชนิด

สำหรับที่จังหวัดสุรินทร์ คณะทูตานุทูตได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา โครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีขึ้นเพื่อคัดเมล็ดพันธ์ข้าวให้กับเกษตรกร และได้ชมการสาธิตกิจกรรมของชุมชนบ้านเกาะแก้วและการสาธิตดำนาปลูกข้าว ที่อำเภอสำโรงทาบ ซึ่งคณะทูตได้มีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบชาวนาไทยอย่างใกล้ชิดด้วยการร่วมกิจกรรมปลูกข้าวในนาสาธิตด้วยตัวเอง รวมทั้งเดินทางไปเยี่ยมชม กลุ่มทอผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง ที่ผลิตผ้าไหมยกทองคุณภาพเยี่ยม สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดสุรินทร์ด้วย

นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางร่วมทริปไปในครั้งนี้ด้วยระบุว่าการจัดโครงการในครั้งนี้มีขึ้น “เพื่อให้คณะทูตานุทูตมีความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เห็นโครงการที่ปฏิบัติจริงในพื้นที่ สร้างความเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาประเทศ แสดงให้เห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืนช่วยให้ชาวบ้านเลี้ยงตัวเองได้” นางบุษยา กล่าว

Advertisement
บุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า ในส่วนของผลตอบรับของคณะทูตนั้นถือว่าดีมาก ทุกท่านนั้นแสดงความขอบคุณที่ทำให้ได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น โดยได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่ซึ่งหากเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาเองอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ และสามารถเปิดโอกาสไปสู่การแลกเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้ต่อไป

ด้านนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะเจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับคณะทูตานุทูตด้วยตัวเอง ระบุว่า กิจกรรมของกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ จะช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอีสานใต้ ให้ประเทศต่างๆได้เห็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงชุมชนที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ครั้งสำคัญในการนำกีฬาเข้ามาเป็นเชิงการท่องเที่ยว

อนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

” นอกจากได้เห็นอารยธรรมดั้งเดิมที่เป็นจิตวิญญาณอย่างปราสาทหินพนมรุ้งแล้ว จะได้ไปชมการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่อย่าง สนามแข่งรถ “ช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต” ที่จะเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลกเป็นครั้งแรกด้วย และไม่ใช่บุรีรัมย์เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์แต่เป็นคนไทยทั้งประเทศที่จะได้รับประโยชน์ในด้านการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว” ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุ

ด้านนายขคนาถ อธิการี เอกอัครราชทูตเนปาล ประจำประเทศไทย ผู้ที่ประจำในประเทศไทยนานกว่า 3 ปี และเดินทางร่วมกิจกรรมของกระทรวงการต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ระบุว่า ตนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้เพราะเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับตนมาก หนึ่งเพราะตนไม่เคยเดินทางมาในสองจังหวัดนี้มาก่อน และสองตนเองก็มีความสนใจที่จะได้รู้จักประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีที่นอกจากจะได้รู้จักชาวไทยได้มากขึ้นแล้วเรายังได้โอกาสที่จะได้เรียนรู้และนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปใช้ในประเทศของเราบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์มากๆ

“ผมเข้าร่วมกิจกรรมก่อนหน้านี้ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2559 จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2560 และในครั้งนี้ที่บุรีรัมย์และสุรินทร์ รู้สึกว่า ในแต่ละที่นั้นประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ แต่ที่เหมือนกันนั้น ผมรู้สึกว่าคนไทยเป็นคนที่ทำงานหนัก เป็นคนน่าคบหา และคนไทยให้ความเคารพสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง” นายขคนาถ เล่า

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในทริปนั้น เอกอัครราชทูตเนปาล ระบุว่า นอกจากจะเป็นการได้เดินทางไปในสถานที่ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วยังเป็นการที่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้

“ผมคิดว่าไทยนั้นทำได้ดีในหลายๆส่วน และเราก็พยายามที่จะเรียนรู้จากประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ที่ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ซึ่งการเรียนรู้โดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลางและเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการท่องจำ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับที่เนปาล ซึ่งก็สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนที่เนปาลได้” นายขคนาถกล่าว และว่า ในส่วนของการย้อมผ้าที่ได้เห็นใน กลุ่มทอผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา นั้นก็ทำให้ตนได้เรียนรู้ถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาใช้ประโยชน์ และกลายเป็นโอกาสให้กับคนในชุมชน และนั่นทำให้ตนเข้าใจถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น

ขคนาถ อธิการี เอกอัครราชทูตเนปาล ประจำประเทศไทย

” การได้เดินทางมาร่วมโครงการแสดงให้เห็นว่า คนไทยนั้นผลิตสิ่งที่คนในชุมชนต้องการได้เอง ขณะที่เนปาลนั้นต้องนำเข้าทุกสิ่งที่ต้องการ แนวคิดคือหากคุณสามารถผลิตใช้เองได้ก็จะสามารถส่งออกได้และจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจต่อไป สิ่งนี้น่าจะสนับสนุนให้ชาวเนปาลดำเนินการตามแนวคิดนี้ด้วย” นายขคนาถระบุ

ในส่วนของประโยชน์ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินั้น ท่านทูตเนปาลบอกว่า นอกจากจะได้สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเอกอัครราชทูตหลายๆประเทศ สร้างความสัมพันธ์กับกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นประโยชน์โดยพื้นฐานแล้ว การทำความเข้าใจโครงการพัฒนาต่างๆยังสามารถนำไปปรับใช้ในประเทศเนปาลได้ด้วย

“ยกตัวอย่างเช่นนโยบายสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของไทย ในเนปาลเราก็เรียนรู้จากไทยไปสู่สินค้า “1 District 1 Product” ของเนปาลเองด้วยเช่นกัน” เอกอัครราชทูตเนปาลกล่าว