คอลัมน์โกลบอล โฟกัส: เขื่อน โคลน คน และ ระเบิด ที่อัตตะปือ

4.08.18 | 21:09 น.
AFP PHOTO / Ye Aung THU

เขื่อน ในที่นี้คือเขื่อนย่อยหรือเขื่อนประกอบ 1 ใน 5 เขื่อนของเขื่อนหลัก เซเปียน-เซน้ำน้อย ในพื้นที่แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เกิดปัญหาสันเขื่อนทรุดตัว ร้าวและมีน้ำทะลักออกตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม หลังพื้นที่ดังกล่าวเผชิญกับภาวะฝนตกหนัก จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น เซิญติน ก่อนหน้านั้น ทำให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ส่วนกักเก็บน้ำของเขื่อน

ตามข้อมูลของ เอสเค เอ็นจิเนียริง แอนด์ คอนสตรัคชัน ผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างและมีวิศวกรประจำเขื่อนอยู่ในขณะเกิดเหตุ ระบุว่า หลังจากแจ้งเหตุดังกล่าวไปยังผู้มีส่วนรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว มีความพยายามในการซ่อมแซม เพื่อแก้ปัญหา แต่สภาพถนนหนทางและสภาวะอากาศ ทำให้ความพยายามขนเครื่องมือหนักขึ้นไปซ่อมแซม ไม่ประสบผล

03.00น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม ได้มีความพยายามเปิดประตูระบายน้ำด้านล่าง เพื่อลดระดับและแรงดันน้ำลง แต่ไม่เป็นผล

ไม่มีข้อมูลบ่งบอกชัดเจนว่า “เขื่อนแตก” เกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่ แต่จากปากคำของชาวบ้านในหมู่บ้านท่าหินไต ที่อยู่ถัดลงไปด้านล่างทางใต้เขื่อนระบุว่า หัวน้ำระลอกแรกมาถึงหมู่บ้านเอาตอน 20.00 น.ของวันเดียวกันนั้น
แล้วเปลี่ยนค่ำคืนธรรมดาๆ ในหน้ามรสุม ให้กลายเป็นวันโลกาวินาศไปในฉับพลัน

ชาวบ้านในหมู่บ้านนับสิบทั้งในเมืองสนามไซ และเมืองปากซอง ถูกมวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าหา กวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นดิน ฝุ่น โคลนและซากปรักหักพังที่ขวางหน้าถูกแรงน้ำทรงพลังทำลายล้างไปตลอดทาง

Advertisement

จนถึงขณะนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ที่ 29 ราย อาคารบ้านเรือนเสียหายไปนับพัน พืชพรรณในเรือกสวนไร่นาซึ่งเคยอาศัยทำมาหากินเลี้ยงชีพรวมทั้งสิ้นกว่า 12,000 ไร่ ราพณาสูร เช่นเดียวกับวัวควายหรือสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย

ชาวบ้านมากกว่า 6,600 คน กลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ที่อยู่อาศัยไปในชั่วข้ามคืน

ราว 3,000 คน รวมตัวกันอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในบริเวณ โรงเรียนสนามไซ อีกราว 2,200 คนถูกพบ “ติดเกาะ” อยู่บนเนินสูง รายล้อมอยู่โดยรอบด้วยน้ำสีโคลนขุ่นข้น รอคอยเฮลิคอปเตอร์หย่อนอาหารลงมาให้ยังชีพ ระหว่างรอระดับน้ำลดลงมากพอที่จะตะเกียกตะกายไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้

ตัวเลขผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ 131 คน แต่ทีมกู้ภัยในพื้นที่เชื่อว่า อาจมีอีกอย่างน้อยเป็นเรือนพัน ที่ถูกน้ำซัดหายไปติดอยู่กับไม้ใหญ่ในป่าเขา ซึ่งเฮลิคอปเตอร์สำรวจไปไม่เห็น

และอาจต้องทนรออยู่อย่างนั้นอีก 2-3 สัปดาห์

 

 

“ปะทุมมา” อายุ 22 ปี เป็นชาวบ้านท่าหินไต หมู่บ้านขนาดราว 200 หลังคาเรือนที่เป็นด่านหน้ารับน้ำจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เธอเล่าว่าในวันที่ 22 มีคำแจ้งเตือนของทางการมาถึงจริง ในรูปของกระดาษหนึ่งแผ่น มีแผนที่ประกอบอยู่ด้วย แต่ยืนยันว่าเนื้อความในใบแจ้งดังกล่าวนั้น เพียงเตือนให้ “ระวัง” ไม่ได้บอกให้ “อพยพ”

ราว 2 ทุ่มของคืนถัดมา ปะทุมมา บอกว่าเธอได้ยินเสียงที่จะไม่ลืมอีกเลยในชีวิต

“เสียงน้ำมาถึง เหมือนเสียงทะเลครืนๆ ถล่มลงมาหาทั้งทะเล” เธอบอกว่าเสียงนั้นทำให้แน่ใจว่าเธอต้องเริ่มออกวิ่งแล้ว ถ้าไม่วิ่ง ก็ต้องตาย

“น้ำขึ้นเร็วมาก ท่วมไปทั้งบ้าน ท่วมถึงหัว เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาชั่วโมงละ 1 เมตร ใครไม่วิ่งหนีตายแน่นอน น้ำโคลนข้นคลั่กกระชากหายไปเลย”

นานเป็นชั่วโมงๆ ที่ปะทุมมา กับคนในครอบครัววิ่งไปในความมืด วิ่ง สลับกับว่ายน้ำ เกาะกิ่งไม้ใหญ่ที่ไหลมาตามน้ำ จนในที่สุดก็สามารถปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งได้สำเร็จ

ปะทุมมากับครอบครัว ติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังนั้นจนถึง 9 โมงเช้าของวันใหม่จึงได้รับความช่วยเหลือ
ถึงตอนนั้นเพื่อนบ้านหลายคนของเธอตายไปแล้ว ถูกกวาดไปกับน้ำสีโคลนที่ทั้งเชี่ยวทั้งแรง กวาดทุกอย่างมาพร้อมกับมัน ทั้งกิ่งไม้ เศษซากบ้านเรือนที่มันทลายมาตลอดทาง เธอเชื่อว่าเด็กๆ หลายคนคงเสียชีวิตเพราะว่ายน้ำไม่เป็น หรือไม่ก็ถูกทับติดอยู่ในบ้านที่ถล่มลงมาทั้งหลัง หรืออาจบางทีหนีไม่เร็วพอ

ชั่วคืนเดียว หลายหมู่บ้านของสนามไซ เปลี่ยนสภาพไปเป็นท้องน้ำและทุ่งโคลนสุดลูกหูลูกตา ตัดขาดผู้คนที่รอดชีวิตออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่สามารถหาอาหารใส่ปากท้องได้ตามปกติอีกต่อไป จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งของบรรเทาทุกข์ ที่จำเป็นต้องลำเลียงจากแขวงนครเวียงจันทน์มาทางเฮลิคอปเตอร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าใช้รถบรรทุกขนจำเป็นต้องใช้เวลา 2 วันเป็นอย่างน้อย

“พอน” แม่เฒ่าวัย 68 จากหมู่บ้านท่าแสงจัน หนึ่งในด่านหน้ารับน้ำจากวิบัติภัยครั้งนี้ ยืนยันว่าเธอไม่ได้รับคำเตือนเลยแม้แต่น้อย

เมื่อน้ำมาถึง เท่าที่เธอทำได้ก็คือ ตะเกียกตะกายขึ้นหลังคาบ้าน พร้อมกับลูกสาว ลูกเขยกับหลานอีก 2 คน ไม่นานก่อนที่เด็กๆ ทั้งหมดถูกน้ำเชี่ยวกระชากลงมา

“จันสะหมัย” ผู้เป็นลูกวัย 35 เช็ดน้ำตาพลางเล่าว่า พวกเธอปีนหลังคาบ้านหลังแล้วหลังเล่า แต่น้ำแรงมากกระแทกพวกเธอร่วงลงมาทุกครั้งไป สุดท้ายมาติดอยู่กับไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

“มือข้างหนึ่งกอดลูกสาวไว้ อีกข้าวเหนี่ยวกิ่งไม้ไว้แน่น ลูกก็เอาแต่ร้องว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว แม่ปล่อยเถอะ ลูกชายกอดต้นไม้อยู่ก็บอกว่า แม่ หมดแรงแล้ว ตายก็ชั่งเถอะ”

“พอน” กับ “จันสะหมัย” และครอบครัว กอดกิ่งไม้อยู่กับความกลัวและอาการสิ้นหวังนานกว่า 10 ชั่วโมงถึงได้ความช่วยเหลือ ครอบครัวเธอรอดตายมาได้ แต่น้ำไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย หมู นา รถไถที่มีอยู่แค่คันเดียว

“เราไม่เหลืออะไรเลย ไม่เหลือเลยจริงๆ”

 

 

“ไตรรัตน์ โหราทรัพย์” เป็นหนึ่งในทีมกู้ภัยของมูลนิธิปอเต็กตึ้ง 47 คน จากประเทศไทย ที่เดินทางไปรวมตัวกับทีมค้นหาและให้ความช่วยเหลือนานาชาติ ที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการขึ้น 2 จุด ที่อัตตะปือ และที่แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็น 2 แขวงอันเป็นที่ตั้งของ เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่ตอนนี้มีร่องรอยทำลายล้างราบไปเป็นทาง

“น้ำพรวดมาถึงตัวพวกเขาในตอนกลางคืน พร้อมกับโคลนข้นทั้งหนาทั้งหนัก โครมเดียวทุกอย่างหายวับไปหมด ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวกัน สภาพความเสียหายถึงได้มหาศาลทีเดียว”

เขาบอกด้วยว่า พื้นที่เสียหายหนักที่สุดคือเมืองสนามไซ ที่จมอยู่ในทะเลโคลน ในพื้นที่มีชาวบ้านที่พยายามเอาชีวิตรอดรวมตัวกันอยู่ตามหลังคาบ้าน ตามคบไม้ใหญ่

ด้านล่างคือน้ำโคลนไหลเชี่ยว มีร่างไร้ชีวิตทั้งที่เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ไม่สามารถหลบหนีได้ทัน
“ระดับน้ำสูงถึง 6 เมตร แถมโคลนเลนเต็มไปหมด เชื่อไหมบางที่โคลนนี่สูงถึงเอว เลยยากที่จะไปให้ถึงหมู่บ้านที่เสียหายหนักๆ ทั้งหลาย” ไตรรัตน์ระบุ

ทุกเช้า ไตรรัตน์ กับทีมกู้ภัยผสมจะออกเดินทางด้วยรถปิ๊กอัพจากโรงเรียนประถมสนามไซ ลากเรือติดท้ายไปด้วย 2 ชั่วโมงให้หลังก็เปลี่ยนเป็นเรือ พยายามฝ่ากระแสน้ำที่ยังแรงเพื่อค้นหาทั้งคนที่รอดชีวิตและร่างเหยื่อไร้วิญญานตามรายทาง

เพื่อแสดงสภาพที่พบเห็นให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าใจ เขาแสดงภาพที่พบหลายวันก่อนหน้าให้ดู เป็นภาพร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงรายหนึ่ง ด้านข้างคือเด็กหญิงที่นอนตะแคง ตาเบิกค้าง หันหน้าเข้าหาร่างของผู้เป็นแม่

“เมื่อวันจันทร์ (30 กรกฎาคม) เราก็พบอีกราย ยังเป็นเด็กทารก เสียชีวิตแล้วเหมือนกัน”

ไตรรัตน์บอกว่า ทหารลาวเป็นผู้กำหนดพื้นที่การค้นหาเพื่อให้ถี่ถ้วนที่สุด ตรวจสอบบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แล้วจัดการทำเครื่องหมายที่ตรวจสอบแล้วเอาไว้ทีละหลัง ไปเรื่อยๆ

ทีมกู้ภัยหลายคนเชื่อว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการค้นหาและกู้ภัยที่ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสรรคทุกอย่างเท่าที่จะเกิดขึ้นได้

ทั้งฝนหน้ามรสุมที่กระหน่ำลงมาเรื่อยๆ ไม่เลือกเวลา ทั้งสภาพพื้นที่ที่แสนลำบากยากเย็น พื้นที่ซึ่งมีแม้แต่กระทั่ง “ระเบิด”

 

 

ราวกับว่า ทุกคนที่เผชิญหน้าอยู่กับอุทกภัยเฉียบพลันและรุนแรงที่สุดในรอบนับสิบปีของประเทศที่อัตตะปือ จะยังลำบากยากเย็นไม่พอ ทางการลาวเพิ่งประกาศ “อัยตราย” ใหม่ที่ใหญ่หลวงไล่หลังตามมาอีกอย่าง

สำนักงานกาชาดลาว ประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เตือนให้บรรดาทีมค้นหาและกู้ภัย เจ้าหน้าที่ รวมถึงบรรดาผู้ที่รอดชีวิตจากให้ระมัดระวัง “กับระเบิด” และ “บอมบี้” ในพื้นที่ประสบเหตุ

“กับระเบิด” คือระเบิดที่ฝังอยู่ใต้พื้น ปกติจะฝังกันไว้ลึกราว 30-40 เซนติเมตร ส่วน “บอมบี้” เป็นสแลงที่รู้จักกันดีในท้องถิ่น ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของมันคือ “คลัสเตอร์บอมบ์” บางคนเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่า “ระเบิดดาวกระจาย” เพราะเมื่อถูกทิ้งลงจากเครื่องบิน ตัวระเบิดใหญ่จะแตกออกกลางอากาศ แล้วจะมีระเบิดขนาดเล็กจำนวนมาก แตกตัวออกกระจายออกคลุมพื้นที่กว้าง

ทั้งสองอย่างเป็น “มรดก” ที่จัดการเก็บกวาดได้ยากเย็นที่สุดจากยุคสงครามเวียดนาม เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “อันเอ็กซ์โพลเดด ออร์ดแนนซ์” หรือ “ยูเอ็กซ์โอ”

ระหว่างปี 1964-1973 ระเบิดที่มีน้ำหนักรวมราว 2.5 ล้านตัน ถูกโปรยลงสู่ลาวราวห่าฝนโดยกองทัพอเมริกัน ว่ากันว่า เทียบเท่ากับการส่งเครื่องบินออกปฏิบัติการทิ้งระเบิดทุกๆ 8 นาที ต่อเนื่องกันตลอดช่วงเวลา 9 ปี
อุปมาให้เห็นภาพกันอีกว่า ลาวเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดลงใส่มากที่สุดในโลกเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับจำนวนประชากร

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในลาวคือ “อัตตะปือ”

ข้อที่น่าสนใจก็คือ ราว 1 ใน 3 ของระเบิดที่ทิ้งลงไปในลาว “ไม่ระเบิด” และ ส่วนใหญ่ที่ไม่ระเบิดคือ คลัสเตอร์บอมบ์ ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินตื้นๆ เท่านั้น

เจอร์รี เรดเฟิร์น โปรดิวเซอร์สารคดีเกี่ยวกับภัยคุกคามจากยูเอ็กซ์โอในลาว บอกว่า วิบัติภัยเขื่อนแตกครั้งนี้ ทำให้เกิดปัญหาจากยูเอ็กซ์โอ ขึ้น 2 แบบ อย่างแรกคือ น้ำอาจจะชะผิวหน้าของดินหายไป ทำให้โอกาสที่จะพบเจอกับระเบิดเพิ่มสูงมากขึ้น

อย่างที่ 2 ก็คือ น้ำอาจจะพัดพาเอายูเอ็กซ์โอ โดยเฉพาะที่เป็นคลัสเตอร์บอมบ์ จากที่ซึ่งไม่เคยมีการเก็บกวาด ไปทิ้่งไว้ในพื้นที่ซึ่งเก็บกวาดกันเรียบร้อยแล้ว

ทำให้สถานที่ซึ่งเคยมีการเก็บกู้ดิบดี กลายเป็นพื้นที่อันตรายจากยูเอ็กซ์โอขึ้นมาในทันที

เรดเฟิร์น เตือนว่า น้ำโคลนที่ข้นคลั่กสามารถพัดพาเอายูเอ็กซ์โอไปกองไว้ในที่เดียวกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่กลายเป็นแอ่งโคลนลึก 2-3 เมตร ที่เคยเป็นไร่เป็นนาของชาวบ้าน

ตอนนี้อาจกลายเป็นฟาร์มยูเอ็กซ์โอไปแล้วก็เป็นได้

 

 

ในวันที่ ฯพณฯ ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีสปป.ลาว ประกาศสอบสวนไม่ไว้หน้าเจ้าหน้าที่ทั้งของรัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรทำให้เขื่อนแตกในครั้งนี้ มีรัฐมนตรีบางคนออกมากล่าวหาผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างว่า “ไม่ได้มาตรฐาน”

ในเวลาเดียวกันก็มีอีกหลายคนแสดงความกังขาถึงมาตรการเตือนภัย และอพยพของทางการ ว่ายังไม่ดีเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนประเทศที่มีเขื่อนกันลำน้ำสาขาทุกสาขา เช่นลาวอุ่นใจได้

อินเตอร์เนชันแนล ริเวอร์ กลุ่มรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แม่น้ำทั่วโลก ก็ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลแทน คนลาวเป็นเรือนล้านที่อาศัยอยู่ด้านล่างของเขื่อนว่า “ระดับความปลอดภัยน่าวิตกอย่างร้ายแรง”

เหตุผลของ อินเตอร์เนชันแนล ริเวอร์ ก็คือ “หลายๆเขื่อนที่ใช้งานกันอยู่ หรือ วางแผนกันไว้ว่าจะสร้าง ไม่ได้ออกแบบมาให้สามารถรองรับกับภาวะอากาศแบบสุดโต่งได้”

นั่นหมายความว่า ถ้าหากเกิดสภาวะฝนตกหนักสุดขีดขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่เขื่อนที่สร้าง “ตามมาตรฐาน” ก็อาจมีปัญหา

หรือพูดได้อีกอย่างว่า วันโลกกาวินาศแบบที่เกิดขึ้นกับอัตตะปือ ยังสามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำอีกในอนาคต!