คอลัมน์โกลบอล โฟกัส: เรื่องเล่าจากเวเนซุเอลา

11.08.18 | 18:02 น.
PHOTO: Meridith Kohut for Der Spiegel

เวเนซุเอลาที่เคยรู้กันว่าเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำรองที่สำรวจพบแล้วขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกมีอยู่ เคยเป็นหนึ่งในชาติที่มั่งคั่งที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ตอนนี้กำลังล้มละลาย

ประชาชนกำลังตกอยู่ในสภาพอดอยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่อยู่ภายนอกตัวเมืองใหญ่ทั้งหลาย
ทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มล่มสลาย ถึงตอนนี้การประท้วง การก่อจลาจลเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย เหตุเพราะร้านค้าไม่มีอาหาร ไม่มีปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งกระดาษชำระ และผงซักฟอก จนเป็นเหตุให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธประจำการอยู่ตลอดเวลา

อัตราเงินเฟ้อเวเนซุเอลา พุ่งขึ้นอยู่ที่ 42,000 เปอร์เซ็นต์ และได้รับการคาดหมายจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่าอาจสูงขึ้นเป็น 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ทำให้รายได้ของประชาชนไร้ความหมาย
คนยากจนกำลังอดอยาก คนอ่อนแอและเจ็บป่วย กำลังตายลงทีละน้อย เด็กและเยาวชนแห่กันเข้าพึ่งพาแก๊งอาชญากรรม…

ส่วนใครที่พอทำได้และอยากเห็นอนาคตของตนเองมีความหมาย ก็เดินทางออกนอกประเทศ

ประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ผู้สืบสานต่อตำแหน่งประธานาธิบดีจาก ฮูโก ชาเวซ ที่เสียชีวิตลงเมื่อปี 2013 ถูกลอบสังหารด้วยระเบิดและโดรนเมื่อเร็วๆ นี้ ในเหตุการณ์ที่หลายคนเชื่อว่า เป็นความพยายามจัดฉากเพื่อหาช่องทางกวาดล้างแกนนำฝ่ายค้านทางการเมืองอีกครั้งหลังการเลือกตั้งจอมปลอมที่ผ่านมา

Advertisement

มาดูโร ไม่ประสบความสำเร็จเหมือน ชาเวซ ที่เคยเป็นผู้นำยอดนิยมของคนยากจนทั้งหลายในประเทศ ด้วยการใช้รายได้จากการขายน้ำมันมาหนุนโครงการประชานิยมทั้งหลาย เพราะปล่อยให้บริษัทน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นและการบริหารจัดการผิดพลาด จนขาดเงินรายได้มาลงทุนเพิ่มเติม
สิ่งเดียวที่ มาดูโร สร้างขึ้นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในเวลานี้ ก็คือ วิกฤตที่เคยเลือนลางกลายเป็นความจริงที่เห็นกันอยู่กับตาในเวลานี้

นั่นคือสิ่งที่โลกรู้ แต่วิกฤตหนนี้ส่งผลหนักหนาขนาดไหนต่อสามัญชนในเวเนซุเอลากันแน่ มีแต่ต้องเดินทางไปที่นั่นเท่านั้นถึงสามารถสัมผัสได้

เยนส์ กลูสลิงก์ ผู้สื่อข่าวของ แดร์ สปีเกล เดินทางไปพบ ออสการ์ นาบาส นายแพทย์หนุ่มวัย 28 ปี ถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยราเซตติแห่งบาร์เซโลนา เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอยู่ห่างจากกรุงการากัส ไปทางตะวันออกราว 300 กิโลเมตร เพื่อซึมซับกับวิกฤตสังคมเวเนซุเอลาด้วยตัวเอง

สิ่งที่เห็นบวกกับคำบอกเล่าของหมอหนุ่ม ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่า เวเนซุเอลา วิกฤตหนักกว่าที่คนภายนอกล่วงรู้มากมายนัก

 

 

ครั้งหนึ่ง โรงพยาบาลของรัฐแห่งนี้เคยเป็นโรงพยาบาลโดดเด่น มีชื่อเสียงจนกลายเป็นโรงพยาบาลยอดนิยมของภูมิภาคตะวันออก รองรับผู้ป่วยทั้งหมดจากทางตะวันออกของประเทศ บางครั้งผู้ป่วยยินดีเดินทางไกลจากเมืองหลวง หรือแม้แต่ในแถบลุ่มน้ำอเมซอนเพื่อมารักษาตัวที่นี่

อาคารผู้ป่วยหลักสูง 9 ชั้น ก่ออิฐแดงโครงสร้างแน่นหนา ปัญหาก็คือนอกเหนือจากนั้นแล้ว อาคารแห่งนี้ไม่มีอะไรสะท้อนถึงความเป็นโรงพยาบาลชั้นนำในอดีตอีกเลย

ผู้ป่วยยังคงเดินทางมาที่นี่ รวมทั้งเด็กๆ ที่หวังพึ่งพาวอร์ดเด็กที่เคยมีชื่อเสียง มีมาตรฐานของที่นี่ แต่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

รัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาให้น้อยนิด จำกัดจำเขี่ยลงเรื่อยๆ ตามงบฯของรัฐ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่อนุญาตให้ความช่วยเหลืออื่นๆ เข้ามาถึงที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน

การปล่อยให้องค์กรต่างประเทศให้ความช่วยเหลือเข้ามา เท่ากับเป็นการยอมรับไปในตัวว่า รัฐบาลเผด็จการของมาดูโรกำลังล้มเหลว ซึ่งทำไม่ได้ในความคิดของผู้นำรายนี้

ที่หอพยาบาลเด็ก ของโรงพยาบาลราเซตติ ยังคงมีเด็กๆ หลั่งไหลกันเข้ามานับสิบต่อวัน แต่ทุกวันนี้จะมีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายแทบทุกวัน

วอร์ดฉุกเฉินของหอพยาบาลเด็กที่นี่มีเตียงเพียง 10 เตียง ผลก็คือหลายๆครั้ง ต้องยัดเด็กลงไปให้ได้ถึง 3 คนต่อเตียง กลูสลิงก์ พบซากแมลงสาบหลายตัวบนพื้นวอร์ด เห็นแมวเตร็ดเตร่เข้าออกหาอะไรก็ตาม ที่พอจะเป็นอาหารได้ แต่ไม่มี

ไม่มีแผ่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่มีอาหารเหลว ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีแม้กระทั่งยาชา ยาสลบ
เยริโยลี เปเรซ คุณแม่ยังสาววัย 25 ปี นำ โจนีเอล ลูกชายวัย 8 เดือนมาที่นี่ ในสภาพขาดอาหารอย่างหนัก น้ำหนักเพียงไม่ถึง 5 กิโลกรัม มากกว่าทารกแรกเกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตาจมลึกลงไปในเบ้า หัวโต พุงโร แขนขาเรียวลีบ

เปเรซ ผู้เป็นแม่ ผอมซูบ น้ำหนักหายไปถึง 16 กิโลกรัมในช่วงเวลาเพียง 6 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้เธอหนักเพียง 39 กิโลกรัม เธอบอกว่า อาหารหลักของทั้งตัวเองและลูกในช่วงเวลานั้นคือ “ข้าวโพด” ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น “เราได้แต่กินอะไรก็ตามเท่าที่เราหาได้” เธอบอก

เปเรซ ทำงานมีเงินเดือน เธอมีรายได้เดือนละ 1 ล้านโบลิวาร์ แต่ในอัตราเงินเฟ้อเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เงินมหาศาลนั้นมีค่าเท่ากับเงินไทยเพียงไม่ถึง 40 บาทเท่านั้นเอง

 

 

นาบาส บอกว่า ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกแล้วที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยราเซตติ ไม่มียา กระดาษชำระ ผ้าอ้อม ไม่มีอะไรสำหรับทำความสะอาด ไม่มีอะไรสำหรับฆ่าเชื้อ ผ้าปูเตียงพยาบาลก็ไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งปากกาและกระดาษสำหรับแพทย์

กลูสลิงก์ เห็นสายไฟห้อยรุ่งริ่งลงมาจากเพดานห้องน้ำ สีลอกห้อยเป็นระยะๆ ตามกำแพง ไม่มีน้ำสำหรับล้างมือมานานหลายสัปดาห์แล้ว เครื่องเอ็กซเรย์เสีย ออกซิเจนสำหรับเครื่องช่วยหายใจไม่มีเหลือ แอร์คอนดิชั่นเหลือแค่ซาก แต่ทำงานไม่ได้ ห้องไอซียู ปิดทำการไปแล้ว เช่นเดียวกับห้องผ่าตัด เพราะไม่มีทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์

จอมอนิเตอร์ตรวจวัดสัญญานชีพ ทำงานได้เพียงตัวเดียว ส่งเสียงบี๊บๆ เบาๆ เป็นเหมือนสัญญาณบ่งบอกความศิวิไลซ์ในอดีตกาล

โจนีเอล อยู่เตียง 2 ถัดไปเป็นพี่น้องฝาแฝด อายุเดือนเศษ อยู่ที่นี่มา 2 สัปดาห์แล้วเพราะอาการท้องร่วงและอาเจียน ทั้งคู่ต้องถูกถ่ายเลือด แต่ไม่มีเลือดเหลืออยู่ในคลัง และห้องแล็บก็ปิดมานานเป็นเดือนแล้ว โรงพยาบาลเอกชนอาจมีเลือดหลงเหลืออยู่ แต่เงินสำหรับซื้อเล่า?!

ในรอบสองสามปีหลังมานี้ อัตราการเสียชีวิตของเด็กในประเทศพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ รัฐบาลพยายามปกปิดวิกฤตนี้เอาไว้อย่างเต็มที่ สถิติทางการแพทย์ของเวเนซุเอลาคือความลับสูงสุด ข้อมูลที่เปิดเผยกันหลังสุดคือเมื่อปี 2015 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราการตายของเด็ดแรกเกิดจนถึง 4 สัปดาห์เพิ่มขึ้นถึง 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ปี

จาก 0.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2012 เป็นกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ในปีนั้น

พฤษภาคมปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งเปิดเผยข้อมูลออกมาว่า อัตราการเสียชีวิตของเด็กๆ อายุต่ำกว่า 12 เดือนเพิ่มขึ้นเป็น 11,446 คนหรือเกือบ 1 ใน 3 ในช่วงเวลาเพียง 1 ปี

ใครก็ตามที่ฉกเอางบประมาณไปจากโรงพยาบาลหรือไม่ก็บริหารงานผิดพลาด ไม่เหมาะสม กำลังฆ่าเด็กๆเหล่านี้ทีละคนๆไปเรื่อยๆ อย่างเลือดเย็น

นาบาส เชื่ออย่างนั้น

 

 

ที่ห้องฉุกเฉินหลักของโรงพยาบาล ผู้ป่วยกว่า 60 คน นั่งๆ นอนๆอยู่ตามเฉลียงของอาคารใหญ่ 9 ชั้น จำนวนผู้ป่วยนับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกที เพราะก่อนนี้มีแต่คนยากจนเท่านั้นที่จะมาใช้บริการรัฐแต่ถึงตอนนี้ ไม่ว่าใครก็เดินทางมาที่นี่ เมื่อจู่ๆ ทุกคนก็ยากจนลงเหมือนกันทั้งหมดแบบเฉียบพลัน

“เราได้แต่มองดูคนป่วยตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะไม่มีปัญญารักษาพวกเขา” นาบาสบอก

พยาบาลที่หลงเหลือเพียงรายเดียวกำลังทำงาน ทั่วบริเวณส่งกลิ่นปัสสาวะและอาเจียนคละคลุ้ง

ผู้ป่วยหลายคนต้องรองนานหลายชั่วโมง เพื่อให้มีคนหามเขาขึ้นไปยังวอร์ดชั้นบน เพราะลิฟต์ที่เคยมีใช้การไม่ได้แล้ว

บนผนังวอร์ด ข้อความเขียนด้วยลายมือตัวโตเห็นชัด

“ไม่มีอาหารผู้ป่วย”

“ไม่มียา”

“ไม่มีเลือด”

“หมอกับพยาบาลก็มีไม่พอ” นาบาสบอก แพทย์และพยาบาลเป็นเรือนพันเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตอนนี้หมอกับพยาบาลที่เหลืออยู่ได้แต่ให้กำลังใจกับผู้ป่วยได้เท่านั้น

เงินเดือนหมอของนาบาส ตอนนี้มีค่าเทียบแล้วไม่เกิน 100 บาท เขาทำงานกะกลางคืนเพิ่ม แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาแค่ค่ารถเมล์เที่ยวเดียวมาโรงพยาบาลก็หมดแล้ว

ภรรยาของเขาเป็นสถาปนิก รายได้ใกล้เคียงกัน ดีที่ครอบครัวของเธออยู่ในสหรัฐอเมริกาและทำหน้าที่เป็น “สปอนเซอร์” ให้กับคนทั้งสอง

“ไม่งั้นผมกับเธอก็คงทำงานต่อไปไม่ได้แน่”

อาหารประจำของเขาที่โรงพยาบาลคือแซนด์วิชจากร้านฟาสต์ฟู้ด แต่น้อยครั้งที่เขาจะกินอาหารเมื่ออยู่ที่นี่ บ่อยมากที่ตลอด 48 ชั่วโมงนาบาสไม่เคยกินอะไรเลย

หมอทุกคนที่ยังหลงเหลืออยู่ทำเช่นเดียวกัน กว่าจะกลืนอาหารลงคอก็ต้องรอกลับถึงบ้าน

“ไม่มีใครอยากอาหาร ถ้าคนป่วยของเราตายลงเรื่อยๆ เพราะความหิว” นาบาสบอก

 

 

 

ที่โรงพยาบาลแห่งนี้มีมากกว่าหมอและพยาบาลก็คือ กองกำลังติดอาวุธ ของรัฐบาลในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้ม สำหรับป้องกันไม่ให้คนอย่างกลูสลิงก์ เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างทั่วถึง

นาบาสบอกกับหัวหน้าของคนเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาบอกเล่าเรื่องนี้กับกลูสลิงก์เผื่อว่าวันหน้า ทุกอย่างอาจดีขึ้น

“คุณคงรู้นะว่า สักวันหนึ่ง คุณหรือไม่ก็ญาติพี่น้องคงต้องมาพึ่งที่นี่เหมือนกัน” นั่นคือเหตุผลที่ทำให้กลูสลิงก์สามารถได้เห็นทุกอย่างกับตา

นาบาส ไม่ได้บอกต่อว่า แม้แต่เพื่อนหมอด้วยกันเป็นอะไรขึ้นมาตนยังเอ็กซเรย์ให้ไม่ได้เลย

“ถ้ามาดูโรไม่อยากได้ความช่วยเหลือจากตะวันตก อย่างน้อยก็ขอความช่วยเหลือจากจีน หรือรัสเซียให้ส่งยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์มาให้เราบ้างก็ยังดี” นาบาสพูดถึงผู้นำของตนเอง “แต่เอาแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าคนกำลังตายลงทุกวันเท่านั้นเอง”

นาบาสบอกว่า เขาเป็นประธานสมาคมแพทย์ประจำบ้านแห่งเวเนซุเอลา (แพทย์ประจำบ้านคือแพทย์ที่กลับมาศึกษาใหม่เพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง) และไม่เคยปิดบังว่า เขาไม่ได้สนับสนุนประธานาธิบดีคนนี้ เลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ไปลงคะแนน เพราะ “ทุกคะแนนเสียงยิ่งทำให้เผด็จการเป็นเผด็จการมากขึ้นไปอีก”

มาดูโร ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบเหมือน ชาเวซ แม้แต่ในหมู่คนยากจน นาบาสบอก

แต่เขาชดเชยการขาดการสนับสนุนจากประชาชนด้วยการเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น รวบอำนาจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลังเลือกตั้งครั้งนี้ มาดูโร จะอยู่ในอำนาจต่อไปจนถึงปี 2024

โจนีเอล เด็กชายวัย 8 เดือนในวอร์ดฉุกเฉินของหอพยาบาลเด็ก ตายไป 1 วันหลังจากมาดูโรได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

นาบาสบอกอย่างสลดใจไว้เช่นนั้น!