เป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้วที่ไม่ได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี(เจซี)ไทย-เมียนมา กระทั่งเมื่อวันที่ 12-15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เมียนมาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจซีไทย-เมียนมา ครั้งที่ 9 ขึ้น ที่กรุงเนปยีดอ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเมียนมาชุดปัจจุบันจัดการประชุมเจซีกับประเทศที่มีความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าว
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยกว่า 45 คนเข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีการหารือกันในทุกมิติ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเงินการธนาคาร ไปจนถึงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอีกมากมาย
สิ่งที่น่าสนใจคือไทยและเมียนมาเห็นพ้องกันในการประกาศความเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” ระหว่างกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในลักษณะนี้ เชื่อว่าคำถามที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” ต่างกับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมาก่อนหน้านี้อย่างไร

รัฐมนตรีดอนกล่าวว่า ไทยพูดถึงสถานะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” กับเมียนมาเป็นประเทศแรก หากจะขยายความเพื่อให้เข้าใจในเรื่องนี้อย่างง่ายๆ ก็คือไทย-เมียนมาไม่เพียงแต่จะมีเขตแดนติดกันมากกว่า 2,000 กิโลเมตร เราแบ่งปันเขตแดน และมีความใกล้ชิดกันมาตลอด คนในสองประเทศมีความรู้สึกในเรื่องเดียวกัน คิดถึงกันและกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้ว่าเรามีความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติต่อกัน ซึ่งถือว่ามีความพิเศษอย่างยิ่ง
หลังเสร็จสิ้นการประชุมเจซีที่กระทรวงต่างประเทศเมียนมา รัฐมนตรีดอนได้แถลงข่าวร่วมกับนายจ่อ ติน รัฐมนตรีกระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศของเมียนมา ซึ่งเป็นประธานการประชุมเจซีร่วมกัน บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างดียิ่ง ไม่เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายจะย้ำถึงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติดังกล่าว แต่ยังพูดถึงความร่วมมือในหลายมิติที่มีอยู่และที่จะเพิ่มพูนต่อไปในอนาคต

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่ไทย-เมียนมาได้ตกลงที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันจากปัจจุบันที่ราว 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นเป็น 2 เท่าภายในอีก 4 ปี ข้างหน้า หรือปี 2565 พร้อมกับประกาศว่าหลังจากนี้จะมีการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างไทย-เมียนมา ครั้งที่ 8 ให้เร็วที่สุด เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการที่จะเพิ่มมูลค่าการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอำนวยความสะดวกให้กับการค้าชายแดนซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าระหว่างกันทั้งหมด
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีดอนได้ผลักดันข้อเสนอใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งการจัดตั้งกลไกการประชุมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนของไทย 10 จังหวัดของไทยกับมุขมนตรีแห่งรัฐ 4 รัฐและ 1 ภาคของเมียนมาที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนสองประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกระชับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาตลอดแนวชายแดนระหว่างกัน ทั้งยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการเปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนเพิ่มเติมอีกด้วย

ต่อกรณีรัฐยะไข่ รัฐมนตรีดอนได้ย้ำความสนับสนุนต่อกระบวนการสันติภาพและการปรองดองในชาติของเมียนมา รวมถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะจัดการกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไทยมีโครงการเพื่อการพัฒนาในหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนของพม่า โดยหลังสิ้นฤดูมรสุม กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ(ไทก้า) จะส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจความต้องการของประชาชนในพื้นที่รัฐยะไข่ต่อไป
นายจ่อ ติน กล่าวว่า การประชุมเจซีในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลอง 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเมียนมา-ไทย เมียนมาให้ความสำคัญในความสัมพันธ์กับไทยซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดแต่ยังเป็นครอบครัวอาเซียน และยินดีที่ไทยสนับสนุนโครงการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านต้นแบบในรัฐยะไข่ รวมถึงในรัฐและภาคชายแดนอื่นๆ ทั้งยังขอบคุณไทยที่เข้าใจถึงความท้าทายและความทุ่มเทของรัฐบาลในการฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในรัฐยะไข่

หลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีดอนและคณะได้เข้าเยี่ยมคาราวะนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังจากนั้นได้ได้เดินทางไปเป็นประธานมอบอาคารเรียนและสนามกีฬาให้กับโรงเรียนมิตรภาพไทย-เมียนมา ที่เมืองปิ่นมะนา โดยมีนายเมียว เต็ง จี รัฐมนตรีศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ ผู้แทนทั้งหมดรับชมการแสดงที่น่ารักจากเด็กนักเรียนตัวน้อย ก่อนที่จะเดินชมอาคารและสนามกีฬาในโรงเรียนซึ่งเป็นดั่งตัวแทนที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี

ในช่วงค่ำวันเดียวกัน รัฐมนตรีดอนได้เข้าร่วมในงานเลี้ยงรับรองเพื่อฉลองครบ 70 ปี ของการสถานปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เมียนมา ซึ่งนางออง ซาน ซูจี มาร่วมงานด้วย โดยนางซูจีได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงว่า ไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคของเมียนมาเสมอมาในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันกว่า 2,000 กิโลเมตร ทำให้ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือในหลากหลายมิติที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่มีการสถาปนาความร่วมมือทางการทูตระหว่างกันในวันที่ 24 สิงหาคม 2491 ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา เราได้แก้ไขปัญหาน้อยใหญ่ผ่านการเจรจาหารือบนพื้นฐานของมิตรภาพ ความเข้าใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ข้าพเจ้าเดินทางไปเยือนหลังได้รับการปล่อยตัวจากการถูกกักบริเวณในบ้านพักเมื่อปี 2553 และยังเป็นประเทศแรกที่ข้าพเจ้าเลือกที่จะเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความอบอุ่นของมิตรภาพ ความมีน้ำใจ และไมตรีจิตที่ได้รับทั้งจากรัฐบาลและประชาชนไทยในการเยือนทั้งสองครั้ง และในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 การพบปะหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เป็นการหารือที่สร้างสรรค์และรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

เป็นเรื่องไม่เกินจริงหากจะพูดว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในขณะนี้ดีกว่าที่เคยเป็นมา การมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมิตรไมตรีที่รัฐบาลมีต่อกัน ตลอดจนความร่วมมือผ่านกลไลทวิภาคีต่างๆ ทำให้เกิดมิติใหม่ของความเข้าใจและความไว้วางใจต่อกันมากยิ่งขึ้น มีชาวเมียนมาหลายล้านคนที่เข้าไปทำงานในไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ให้โอกาสในการทำงานแต่ยังให้ประสบการณ์แก่พวกเขา ขณะที่แรงงานเมียนมาก็มีส่วนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันเพื่อรับประกันว่าจะเกิดความมั่นคง การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ และต้องขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับความเข้าใจและการสนับสนุนที่ให้กับเมียนมา เราเชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือระหว่างกันจะทำให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศแข็งแกร่งและครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ความเข้าใจและความปรารถนาดีที่ทั้งสองประเทศมีต่อกันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา-ไทย มีความพิเศษอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าของแสดงความยินดีผ่านรัฐมนตรีดอน ไปยังประชาชนไทย ต่อความสำเร็จในการเดินทางร่วมกันตลอด 70 ปีของเรา ภายใต้การเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงความสำเร็จร่วมกันของทั้งสองประเทศในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เรายังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าบนเส้นทางดังกล่าวต่อไป ซึ่งจะช่วยให้มิตรภาพของทั้งสองประเทศสว่างไสวต่อไปตราบนานเท่านาน

ด้านรัฐมนตรีดอนกล่าวว่า ในฐานะครอบครัวอาเซียนจากเมื่อแรกก่อตั้งที่มี 5 ประเทศจนเป็น 10 ประเทศในปัจจุบัน เราเชื่อมั่นว่าไทย-เมียนมาซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกันเป็นประดุจดั่งนิ้วมือทั้ง 10 นิ้วที่จะสนับสนุนกันในทุกมิติ ทั้งในมิติของความสัมพันธ์ทวิภาคีและในกรอบอาเซียน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ไทย-เมียนมาไม่เพียงแต่แบ่งปันเขตแดน แต่ยังแบ่งปันโชคชะตาร่วมกันอีกด้วย
“การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมา เกิดขึ้นในปีเดียวกับที่เมียนมาได้รับเอกราช เราจูงมือกันเดินไปสู่อนาคต และเดินไปได้ด้วยดี เราเข้าใจกัน ให้อภัยกัน และมองข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นไปได้ สิ่งที่มีในวันนี้ถ้าเทียบกับที่ผ่านมาถือว่าดีขึ้นเป็นลำดับ 70 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้และในอนาคตต่อไป เราจะเห็นความสัมพันธ์ของทุกภาคส่วนที่ดีต่อกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว” รัฐมนตรีดอนระบุ

