มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดัง แถลงเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เฟซบุ๊ก ได้ปิดบัญชีผู้ใช้ กลุ่ม และเพจ ในเฟซบุ๊กไปจำนวน 650 บัญชี หลังการสอบสวนพบว่าบัญชีเหล่านี้มีพฤติกรรมเผยแพร่เนื้อหาที่หวังผลทางการเมืองและมีความเกี่ยวข้องกับประเทศอิหร่านและรัสเซีย ส่วนหนึ่งของความพยายามของเฟซบุ๊กในการต่อสู้กับ “ข่าวปลอม” ก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้
ซัคเคอร์เบิร์ก ระบุในการแถลงข่าวว่า ในช่วงเวลาที่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐพบว่า เนื้อหาจากบางเพจบางบัญชีสามารถแกะรอยย้อนไปได้ที่ประเทศอิหร่าน ขณะที่บางกลุ่มมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มหน่วยงานข่าวกรองของรัสเซีย
ด้านนายนาธาเนียล เกลเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า เนื้อหาที่โพสต์โดยบัญชีเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในอังกฤษ ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามโพสต์ต่างๆยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างละเอียด
เกลเชอร์ ระบุว่า การสืบสวนของเฟซบุ๊กดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลัง “ไฟร์อาย” บริษัทให้บริการความปลอดภัยไซเบอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มบัญชีต้องสงสัย 4 กลุ่ม ในจำนวนนี้ 3 กลุ่มเกี่ยวข้องกับอิหร่าน และอีก 1 กลุ่มเกี่ยวข้องกับรัสเซีย โดย 3 กลุ่มแรกมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มลิเบอร์ตี้เพรส ซึ่งเชื่อมโยงกับสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่าน เผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของอิหร่านเช่น เนื้อหาต่อต้าน ซาอุดีอาระเบีย ต่อต้านอิสราเอล สนับสนุนปาเลสไตน์ รวมไปถึงการพยายามแฮกบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก และปล่อยมัลแวร์สู่ระบบซึ่งเฟซบุ๊กได้ปิดกั้นเอาไว้ได้
ขณะที่อีก 1 กลุ่มซึ่งมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานข่าวกรองของรัสเซียพยายามเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนรัสเซีย และบาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย เกี่ยวกับการเมืองในซีเรียและยูเครน ตามลำดับ โดยแต่ละกลุ่มมีผู้ติดตามตั้งแต่ 15,000 ถึง 813,000 คน และใช้งบการโฆษณาไปถึง 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจัดกิจกรรมไป 28 ครั้ง
ทั้งนี้ไฟร์อาย ระบุว่าแม้กลุ่มต่างๆจะไม่ได้มีความพยายามแทรกแทรงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่กำลังจะมีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ทิ้งไป ขณะที่เฟซบุ๊กระบุผ่านโพสต์ว่าเวลานี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อสืบสวนกรณีดังกล่าวต่อไป

