คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: วิบากกรรมของทรัมป์

25.08.18 | 18:18 น.
REUTERS/Leah Millis

เมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่วงระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ระหว่าง 16.00 น. ถึง 17.00 น. โดยประมาณ เกิดข่าวการเมืองใหญ่ระดับชาติขึ้นในสหรัฐอเมริกา 2 ข่าวซ้อน ทั้ง 2 ข่าวล้วนเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาอยู่ในเวลานี้ทั้งสิ้น

ข่าวแรกมาจากศาลแขวงกลางเขตนอร์เทิร์น เวอร์จิเนีย ในเมืองอเล็กซานเดรีย สถานที่พิจารณาคดีนาย พอล มานาฟอร์ท ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็น ประธานการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ของทรัมป์ เป็นเวลา 5 เดือนเมื่อปี 2016

พอล มานาฟอร์ท ถูกพนักงานอัยการกล่าวหาว่า กระทำการอันถือเป็น “อาชญากรรมทางการเงิน” รวม 18 กระทงต่างกรรมต่างวาระกัน

คณะลูกขุนของศาลอเล็กซานเดรียลงมติว่า มานาฟอร์ท ทำความผิดจริงตามคำกล่าวหาใน 8 กระทง ส่วนอีก 10 กระทงนั้น ในเมื่อคณะลูกขุนไม่สามารถมีมติเป็นเอกฉันท์ได้ ศาลจึงประกาศเป็นการ “ไม่มีการตัดสิน” (mistria) เนื่องจากหาข้อสรุปไม่ได้ (hung jury) ไป

คดีที่ 2 ยิ่งเป็นอันตรายต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ยิ่งกว่า เมื่อ ไมเคิล โคเฮน ทนายความชาวนิวยอร์ก ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งทนายส่วนตัวและเป็นผู้แก้ไขปัญหาสารพัดให้กับ ทรัมป์ มาเป็นเวลานาน ตกลงที่จะ “ทำความตกลงเพื่อรับสารภาพ” (plea deal) กับ ศาลแขวงกลางเขต เซาเทิร์น ดิสทริคท์ ในย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ในความตกลงดังกล่าวนั้น โคเฮน ยอมรับว่าได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา 8 ข้อหา และยอมรับข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกบางประการ

Advertisement

อันตรายของทรัมป์ อยู่ในรายละเอียดของการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทนายความผู้นี้ยอมรับนี่เอง
ไมเคิล โคเฮน ยอมรับว่าได้ “หารือ” และ “ดำเนินการจ่ายเงินปิดปาก” สตรี 2 คน ซึ่งกล่าวอ้างว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ “ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ข้อมูลซึ่งจะยังความเสียหายให้เกิดขึ้นนั้นเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะ”

ที่สำคัญมากขึ้นไปอีกก็คือ โคเฮน ระบุเอาไว้ว่า การดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการดำเนินการไปตาม “คำสั่ง” และ อยู่ภายใต้ “การประสานงาน” กับ “ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งในรัฐบาลกลางรายหนึ่ง”
ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่ง โคเฮน ใช้คำว่า ” อะ แคนดิเดต” โดยไม่ได้ระบุชื่อนั้น เป็นที่รู้ทั่วกัน โดยเฉพาะในบรรดาสื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกาว่า คือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

หนึ่งในเหตุการณ์ “จ่ายเงินปิดปาก” ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นก่อนหน้าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2016 เพียง 11 วันเท่านั้นเอง

 

 

ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองและสื่อมวลชนอเมริกันลงความเห็นตรงกันว่า ทั้งสองเรื่องเป็นปัญหา “ใหญ่” ไม่ใช่เล่น แต่ ผู้สื่อข่าวที่คร่ำหวอดอยู่กับการเมืองที่นั่น อย่าง คริส ซิลลิซซา ของ ซีเอ็นเอ็น หรือ ปีเตอร์ แอพพส์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร พีเอส21 องค์กรวิชาการในลอนดอน ที่เคยทำข่าวให้รอยเตอร์มานานถึง 12 ปี บอกว่า กรณี โคเฮน มีนัยสำคัญมากกว่าในแง่ของผลกระทบต่อทรัมป์ โดยตรง

โคเฮน เคยยอมรับว่าได้มีการหารือหรือได้จ่ายเงินให้กับสตรี 2 ราย หนึ่งคือ คาเรน แม็คดูกัล อดีตนางแบบเพลย์บอย ที่เคยถูกเลือกเป็น “เพลย์เมท” สำหรับถ่ายภาพชุดหน้ากลางของนิตยสารสำหรับผู้ชายชื่อดังฉบับนี้ อีกรายหนึ่งคือ สเตฟานี คลิฟฟอร์ด ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น ดาราภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ ที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า “สตอร์มี แดเนียลส์” ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้ว

ยอมรับด้วยว่า จ่ายเพื่อให้แน่ใจว่า คนทั้งสองจะเก็บเรื่องราวความสัมพันธ์ชู้สาวที่อ้างว่ามีกับทรัมป์ไว้เงียบๆ
แต่ในการยอมรับครั้งแรกนั้น โคเฮน ยืนยันว่า การจ่ายเงินให้ สตอร์มี แดเนียลส์ นั้น เป็นการควักกระเป๋าตัวเองจ่าย โดยที่ทรัมป์ ไม่มีส่วนรับรู้ใดๆ “ทั้งทางตรงและทางอ้อม”

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โคเฮน ระบุว่า “ไม่ว่าองค์กรของทรัมป์ หรือทีมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกับการโอนเงินจำนวน 130,000 ดอลลาร์ ที่เป็นการโอนส่วนตัวดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทั้งองค์กรของทรัมป์ หรือทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ ก็ไม่ได้จ่ายเงินคืนให้ผม ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมเช่นเดียวกัน”

ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสารภาพกลางศาลที่ว่า ตนเองพยายามหาหนทางที่จะทำให้การจ่ายเงินดังกล่าว รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว เป็นความลับจากการรับรู้ของสาธารณะ “ด้วยการประสานงาน และโดยคำสั่งการของ แคนดิเดตรายหนึ่งซึ่งลงสมัครชิงตำแหน่งในรัฐบาลกลาง” โดยสิ้นเชิง

ซิลลิซซา ชี้ว่า คำสารภาพดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับทรัมป์ เนื่องจาก ตัวประธานาธิบดีเอง ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเอาไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาไปในทางตรงกันข้าม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารู้เรื่องการจ่ายเงิน 130,000 ดอลลาร์หรือไม่ คำตอบของทรัมป์ก็คือ “ไม่”
เมื่อถูกซักต่อว่า แล้วทำไม ไมเคิล โคเฮน ถึงต้องจ่ายเงินก้อนนั้น “ถ้าไม่มีความเป็นจริงอยู่ในคำกล่าวอ้างของ (แดเนียลส์)?”

ทรัมป์ ตอบว่า “คุณต้องไปถาม ไมเคิล โคเฮน ไมเคิลเป็นทนายของผม คุณต้องไปถามไมเคิล”

เมื่อถูกซักต่ออีกว่าแล้วรู้ไหมว่า โคเฮน เอาเงินจากไหนมาจ่ายให้ แดเนียลส์ คำตอบจากประธานาธิบดีก็คือ “ไม่ ผมไม่รู้”

ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ รูดี จูเลียนี หนึ่งในคณะทนายของทรัมป์ในเวลานี้ ออกมาเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทรัมป์ จ่ายเงิน “คืน” ให้กับ โคเฮน ผ่านทางบริษัทหน้าฉากที่ชื่อ “เอสเซนเชียล คอนซัลแทนทส์ แอลแอลซี”

การที่ จูเลียนี จำเป็นต้องออกมาอ้างเช่นนั้น เป็นเพราะ ในทางปฏิบัติ (และตามข้อกล่าวหาของอัยการ) เงิน 130,000 ดอลลาร์ดังกล่าว ถือเป็นเงินบริจาคเพื่อการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ จากโคเฮน

และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ที่ห้ามไม่ให้มีการบริจาคและรับบริจาคเงินเกินกว่า 2,700 ดอลลาร์

จูเลียนี พูดเป็นนัยๆ ว่า ทรัมป์ จ่ายเงินให้กับ โคเฮน เป็นประจำเพื่อให้ทำโน่นทำนี่ให้ โดยไม่รู้เรื่องว่า โคเฮน นำเงินไปใช้อะไรกัน

คำสารภาพของ โคเฮน ในความตกลงกับศาลครั้งนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่เช่นนั้น โคเฮน ไม่เพียงทำ “ตามคำสั่ง” จากทรัมป์เท่านั้น ยัง “ประสานงาน” กับทรัมป์อีกด้วย

นั่นหมายความว่า ทรัมป์ ไม่เพียงนำเอาเงินบริจาคเพื่อรณรงค์หาเสียงมาใช้ “ผิดวัตถุประสงค์” ซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น ยัง “โกหก” เพื่อ “ปกปิด” การทำความผิดที่ว่านั้นอีกด้วย

 

 

ไมเคิล โคเฮน ยังเปิดเผยถึง “กระบวนการ” ในการจัดการกับ “คาเรน แม็คดูกัล” ซึ่งแตกต่างออกไป มีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่า กรณีของ สตอร์มี แดเนียลส์

กรณีนี้ มี “อเมริกัน มีเดีย อิงค์.” (เอเอ็มไอ) เข้ามาเกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่งด้วย

ตามบันทึกคดี โคเฮน เป็นผู้ดำเนินการทำความตกลงกับ เอเอ็มไอ เมื่อราวเดือนสิงหาคมปี 2015 ให้ทำหน้าที่ “สอดส่องดูแล” เรื่องที่อาจสร้างความเสียหายให้กับทรัมป์ ซึ่ง เอเอ็มไอ ตกลง โดยมีทีมหาเสียงของทรัมป์ “หนึ่งคนหรือมากกว่า” ร่วมอยู่ในการทำความตกลงครั้งนี้ด้วย

เป้าหมายคือ หากเกิดกรณีใดขึ้นก็ให้ เอเอ็มไอ ที่เป็นเจ้าของ “เนชั่นแนล เอ็นไควเรอร์” แท็บลอยด์เจ้าสีสันของสหรัฐอเมริกาก็จะเข้าซื้อสิทธิไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่จะไม่ตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องดังกล่าวไปปูดขึ้นในที่อื่นๆ แล้วจะมีการ “จ่ายเงินคืน” ให้กับเอเอ็มไอ ต่อไป

เรื่องของ คาเรน แม็คดูกัล คือกรณีดังกล่าวนั้น

โคเฮน รับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดจริง ฐาน “เป็นต้นเหตุ” ให้เกิดการ “บริจาคเงิน(เพื่อการเลือกตั้ง)จากองค์กรธุรกิจที่ผิดกฎหมาย” ให้กับทรัมป์ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน 150,000 ดอลลาร์ ซึ่ง “อเมริกัน มีเดีย อิงค์.” (เอเอ็มไอ) จ่ายให้กับ แม็คดูกัล เมื่อปลายหน้าร้อนปี 2016 เพื่อ “ซื้อสิทธิในเรื่องจากปากคำของเธอ” ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดปากแม็คดูกัล ไม่ให้เปิดเผยกรณีดังกล่าวไปโดยปริยาย

ตามกฎหมายอเมริกัน ห้ามไม่ให้องค์กรธุรกิจ ร่วมมือหรือประสานงาน ในการจ่ายเงินใดๆ กับ ผู้สมัคร หรือ ตัวแทนของผู้สมัคร

การณ์ปรากฏว่า โคเฮน ลงนามในเอกสารฉบับหนึ่งในอีกราว 1 เดือนต่อมา เนื้อหาเป็นการซื้อสิทธิของเอเอ็มไอ ที่เกี่ยวกับคำให้การของ แม็คดูกัล ซึ่งอัยการเชื่อว่าเป็นความพยายามจ่ายเงินคืนให้ในกรณีนี้
แต่เอเอ็มไอ เปลี่ยนใจไม่ขายสิทธิดังกล่าวให้กับ โคเฮนในนาทีสุดท้าย

ที่น่าสนใจก็คือ คำสารภาพของ โคเฮน แสดงให้เห็นว่า เอเอ็มไอ ก็รู้เรื่องกรณี สตอร์มี แดเนียลส์ ด้วยเช่นกัน และพยายามใช้วิธีการเดียวกันนี้จัดการ แต่ตกลงกันไม่ได้ และ แดเนียลส์ เตรียมขายให้กับสำนักพิมพ์อื่น
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ โคเฮน จำเป็นต้องจ่ายเงินปิดปากให้กับแดเนียลส์ ด้วยตัวเอง

 

 

แอนโธนี ซูร์เคอร์ ผู้สื่อข่าวประจำภาคพื้นอเมริกาเหนือของบีบีซี ถามคำถามสำคัญเอาไว้หลังมีคำพิพากษาและความตกลงเพื่อรับสารภาพครั้งนี้ออกมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคง “กันกระสุน” หนนี้ได้อีกหรือไม่?
ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากกรณีทั้ง 2 นี้ก็คือ ในกรณีของ มานาฟอร์ท นั้น แม้จะถูกตัดสินว่าผิดจริงเพียง 8 กระทง ส่วน 10 กระทงที่เหลือนั้นเป็นไปได้ที่อาจไม่มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีก (แม้ว่าจะรื้อฟื้นมาพิจารณาใหม่ได้อีกเช่นกัน) แต่กำหนดโทษสูงสุดสำหรับความผิดของมานาฟอร์ท สูงถึง 80 ปี

กรณีของโคเฮน ระวางโทษจำคุกสูงสุดสูงถึง 65 ปี และเป็นเหตุให้โคเฮน ต้องรับสารภาพเพื่อต่อรองให้ลดโทษในครั้งนี้

และมีแนวโน้มไม่น้อยทีเดียวว่า คนทั้ง 2 จะยินยอมให้ความร่วมมือกับ โรเบิร์ต มุลเลอร์ ที่ปรึกษาพิเศษของกระทรวงยุติธรรม ที่ทำหน้าที่สืบสวนกรณีการเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาของรัสเซีย ว่ามีการสมคบกันกับทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์หรือไม่ และทรัมป์มีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่

การสอบสวนสืบสวนดังกล่าว กระชับพื้นที่เข้าใกล้ตัวทรัมป์ เข้ามาทุกทีในเวลานี้

หรือในกรณีที่คนทั้ง 2 ไม่ร่วมมือกับการสอบสวนของมุลเลอร์ ยังมีคนของทรัมป์อีกหลายรายมากที่อยู่ระหว่างการถูก “ดำเนินคดี” รวมทั้ง อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงอย่าง ไมเคิล ฟลินน์, คริส คอลลินส์ ส.ส.นิวยอร์ก และ ดันแคน ฮันเตอร์ ส.ส.อีกราย ซึ่งเพิ่งถูกตั้งข้อหาใช้เงินบริจาคเพื่อหาเสียงไปเที่ยวกับครอบครัว เป็นอาทิ

ดังนั้น ในระยะสั้นๆ อาจเป็นไปได้ที่ทรัมป์ยังคงเป็น “บุลเลทพรูฟท์ ทรัมป์” แต่ยิ่งยาวออกไป ทรัมป์ จะยิ่งเอาตัวรอดได้ลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จากวิบากกรรมของตัวเอง