
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะทำงานอิสระค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้มีการสอบสวนระหว่างประเทศและดำเนินคดีกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและนายพลระดับสูงอีก 5 นายของกองทัพเมียนมาในข้อหาล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาและชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมา
“นายพลระดับสูงของพม่า รวมถึงพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะต้องถูกสอบสวนและถูกดำเนินคดีสำหรับการล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ ตลอดจนการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามในรัฐยะไข่ รัฐกะฉิ่น และรัฐชาน” คณะทำงานค้นหาข้อเท็จจริงยูเอ็นระบุ

รายงานของคณะทำงานชุดนี้ที่เผยแพร่ในวันเดียวกันนี้ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยังระบุว่า ยุทธวิธีที่กองทัพเมียนมาใช้ไม่สมส่วนกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น และยังสรุปไว้ในรายงานด้วยว่ามีข้อมูลมากเพียงพอที่จะให้มีการสอบสวนและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปจนถึงสายงานระดับบังคับบัญชาในกองทัพเมียนมา
ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนางออง ซาน ซูจี ผู้นำรัฐบาลพม่าโดยตรงในความล้มเหลวที่จะช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาที่เป็นคนไร้สัญชาติในเมียนมา ในรายงานฉบับนี้ของคณะทำงานค้นหาข้อเท็จจริงยูเอ็น ซึ่งเป็นคณะทำงานที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ตั้งขึ้นมาในเดือนมีนาคมปี 2560 ยังพบว่านางซูจีไม่ได้ใช้สถานะที่มีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลหรือใช้อำนาจทางศีลธรรมในการยับยั้งหรือป้องกันเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แม้ในรายงานนี้ของคณะทำงานฯยูเอ็นจะยอมรับว่านางซูจีและรัฐบาลพลเรือนของนางซูจีจะมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อการกระทำของกองทัพก็ตาม

คณะทำงานฯยูเอ็นยังเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ส่งเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) หรือจัดตั้งศาลเฉพาะกิจขึ้นมาพิจารณาในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้คว่ำบาตรการค้าอาวุธและมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่มีเป้าหมายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำรุนแรงเลวร้ายดังกล่าวในเมียนมา
ทั้งนี้ นับจากกองทัพเมียนมาใช้กำลังรุนแรงในปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่เมื่อกลางปีที่แล้ว ส่งผลให้มีชาวโรฮีนจาต้องหนีการถูกปราบปรามอย่างรุนแรงออกจากพม่าไปยังประเทศบังกลาเทศถึงราว 700,000 คน
