คอลัมน์ไฮไลต์โลก: ช่องว่างความสุขในประเทศที่สุขสุดในโลก

29.08.18 | 18:00 น.
แฟ้มภาพเอเอฟพี

ถือเป็นชาติตัวท็อป ในฐานะ “ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก” สำหรับ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ และ สวีเดน 5 ชาติในกลุ่มประเทศนอร์ดิก หรือภูมิภาคยุโรปเหนือ ที่ใน “รายงานความสุขโลก” ประจำปี 2018 นี้ 4 ประเทศแรกติดอยู่ในอันดับ 1 ถึง 4 ไล่เรียงกันมาของการร่ำรวยความสุขที่สุดในโลก ส่วนสวีเดน ตามห่างมานิดหน่อยที่อันดับ 9

แต่ใช่ว่า 5 ชาตินอร์ดิกที่กล่าวถึงนี้ ประชากรในประเทศจะมีความสุขเสมอกันถ้วนหน้า โดยบทวิเคราะห์ล่าสุดที่มีการสำรวจกันมาบอกว่าชาติมหาอำนาจด้านความสุขเหล่านี้ยังคงมีความทุกข์ยากลำบากหลายอย่างเก็บซ่อนอยู่ในหมู่ประชากรบางส่วนที่มีนัยสำคัญ

บทวิเคราะห์นี้อยู่ในรายงานที่จัดทำโดยคณะรัฐมนตรีนอร์ดิกและสถาบันวิจัยความสุขในกรุงโคเปนเฮเกน ที่สำรวจพบว่าประชากรในกลุ่ม 5 ชาตินอร์ดิกนี้โดยเฉลี่ยร้อยละ 12.3 ยังต้อง “ดิ้นรน” หรือประสบกับ “ความทุกข์ยาก”

ไมเคิล เบียร์เคียร์ นักวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยความสุขและผู้เขียนรายงานเรื่อง “ใต้เงาแห่งความสุข” ที่กล่าวถึงการกระจายความสุขที่ไม่เท่าเทียมในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ชี้ว่าระดับของความไม่เท่าเทียมมีตั้งแต่ระดับแรกเริ่มจนถึงเข้มข้นสูงสุด

บทวิเคราะห์นี้เป็นการทำวิจัยศึกษาระหว่างปี 2012-2016 โดยการให้ประชาชนกลุ่มตัวอย่างทำการประเมินความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง ด้วยการให้คะแนนระหว่าง 0-10 ซึ่งคนที่ให้ 7 คะแนนหรือมากกว่านี้ขึ้นไป จะถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มที่ชีวิต “รุ่งโรจน์” ผู้ที่ให้ 5 หรือ 6 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่ม “ดิ้นรน” และ ผู้ที่ให้ 4 คะแนนหรือต่ำกว่านี้ อยู่ในกลุ่ม “ทุกข์ยาก” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามในชาตินอร์ดิกส่วนใหญ่ให้คะแนนความพึงพอใจในชีวิตของตนเองอยู่ที่ระหว่าง 7-9 คะแนน ซึ่งถือว่าดีมากเลยทีเดียว

Advertisement

บทวิเคราะห์ยังชี้ว่าชาตินอร์ดิกมีระบบเครือข่ายทางสังคมที่มีความซับซ้อนที่ทำให้กลุ่มคนวัยหนุ่มสาวเผชิญความกดดันทางด้านการศึกษา สุขภาพหรือเรื่องงานน้อยกว่ากลุ่มคนวัยเดียวกันส่วนใหญ่ในประเทศอื่นๆ โดยแม้กลุ่มชาตินอร์ดิกจะมีอัตราภาษีที่สูงที่สุดในโลก แต่ชาติเหล่านี้ก็มีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี เช่น การเรียนฟรี รักษาฟรี มีเงินสงเคราะห์คนว่างงาน และการดูแลผู้สูงอายุที่ดี ทว่าระบบคุ้มครองทางสังคมและความช่วยเหลือที่มีอยู่ก็มาพร้อมกับความคาดหวังสูงและความกดดันที่ผู้คนต้องการจะทำตนเองให้มีความสุขเหมือนกับคนอื่น

บทวิเคราะห์สรุปภาพรวมถึงปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่ทำให้คนเรามีสุขว่าได้แก่ สุขภาพโดยทั่วไป สุขภาพจิต รายได้และการจ้างงาน แต่ชี้ว่าสุขภาพโดยทั่วไปและสุขภาพจิตมีส่วนสำคัญต่อความสุขที่ไม่เท่าเทียมกันของผู้คนมากกว่าปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่นการจ้างงานหรือระดับรายได้ ซึ่งจากการศึกษายังพบว่าในกลุ่มชาตินอร์ดิกมีปัญหาเรื่องคนมีสุขภาพจิตแย่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวและกลุ่มผู้หญิง

บทวิเคราะห์นี้ยังมีรายงานการศึกษาระดับชาติหลายชิ้นมาสนับสนุนแนวโน้มที่พบข้างต้น เช่น ในปีที่แล้ว คณะทำงานแห่งชาติด้านสาธารณสุขของสวีเดนระบุว่ากลุ่มคนที่มีภาวะซึมเศร้าในประเทศมีเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว ขณะที่การสำรวจในปีที่แล้วของสำนักงานสุขภาพเดนมาร์กพบว่ากลุ่มคนในช่วงวัย 16-24 ปีในเดนมาร์ก มีความโดดเดี่ยวมากกว่าคนในรุ่นปู่ย่าของตนเอง

ไมเคิล เบียร์เคียร์ ยังชี้อีกว่าวัฒนธรรมการแสดงออกและการใช้โซเชียลมีเดียกันมากขึ้นในปัจจุบันก็มีผลต่อภาวะซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวและความเครียดของผู้คน ซึ่งปัญหานี้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข ที่ยังจะก่อผลกระทบอื่นๆทางสังคมและเศรษฐกิจขึ้นตามมา

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาล้วนมีผลเกี่ยวเนื่องกัน แต่เชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าคนเรามีสุขภาพจิตดี จิตใจเข้มแข็ง ก็ถือว่ามีภูมิคุ้มกันชีวิตที่แข็งแรง ที่ยากจะมีอะไรมากล้ำกรายได้