เทศกาลหนังเมืองเวนิส รับหลักการเดินหน้าให้ความเท่าเทียมผู้หญิง หลังถูกวิจารณ์มีผู้กำกับหญิงเข้าชิงน้อย

1.09.18 | 19:37 น.
(เครดิตภาพจาก yahoo )

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส ที่อิตาลี ได้มีการเซ็นลงนามในกฎบัตรยอมรับให้ความเท่าเทียมแก่สตรี หลังจากคณะผู้จัดงานถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อมีผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

ข่าวว่า ในงานเทศกาลหนังเมืองเวนิสครั้งที่ 75 ซึ่งเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 8 กันยายน ก็มีผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวที่มีผลงานเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำในจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าแข่งขัน 21 เรื่องของปีนี้ ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้วที่มีผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวในหมู่ผู้กำกับชาย

ทั้งนี้ นายอัลเบร์โต บาร์เบอรา นักแสดงชาวอิตาเลี่ยนวัย 68 ปีซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการงานเทศกาลหนังเมืองเวนิสปีนี้ ได้เซ็นลงนามในข้อปฎิบัติว่าด้วยเรื่องความเท่าเทียมทางเพศไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับความสนับสนุนเห็นชอบด้วยไปแล้วก่อนหน้านี้จากคณะผู้จัดงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ของฝรั่งเศส เทศกาลภาพยนตร์เมืองโตรอนโตของแคนาดา และงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โนของสวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอัลเบร์โต ได้ประกาศว่าเขายอมที่จะลาออกจากตำแหน่งดีกว่าที่จะถูกกดดันให้ยอมให้โควตา หรือส่วนแบ่งแก่ผู้หญิง

ก่อนหน้านี้ มีดารานักแสดงหญิงในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ได้รณรงค์เรียกร้องให้มีสัดส่วนผู้หญิง -ผู้ชายได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสัดส่วนที่เท่ากัน 50-50 ภายในปี 2563 ทั้งยังเรียกร้องให้มีการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร ที่จะมาบริหารงานในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์อย่างโปร่งใสและในสัดส่วนของเพศชายและเพศหญิงที่เท่าเทียมกันด้วย

Advertisement

มาร์เกริต้า ชิติ รองประธานฝ่ายสตรีที่ทำงานในวงการภาพยนตร์ วงการโทรทัศน์ และมีเดียของอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ว่า “ด้วยลายเซ็นฉบับนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อิตาลีตั้งใจที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนในวงสนทนาระดับโลกที่จะนำไปสู่การสนับสนุนความเสมอภาคในสตรีให้มากขึ้น ”

ขณะที่นายกิลเลอร์โม เดล โตโร ผู้กำกับชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการงานเทศกาลหนังเมืองเวนิสกล่าวว่า “สำหรับผมเห็นด้วยกับนโยบาย 50/50 ภายในปี 2563 ที่จริงผมคิดว่าถ้าเป็นปี 2562 ได้น่าจะดีกว่าด้วยซ้ำ”