สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมว่า การผลิตและการขายยาเสพติดผิดกฎหมายมีเพิ่มมากขึ้นอย่างที่เคยไม่ปรากฏมาก่อนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ซึ่งการมียาเสพติดที่เพิ่มมากเกินไปเช่นนี้จะทำให้เยาวชนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะติดยาเสพติดได้ง่ายขึ้น
รายงานของยูเอ็นโอดีซีระบุว่า แม้จะมีการยึดยาเสพติดผิดกฎหมายได้จำนวนมาก แต่การมียาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ จะส่งผลทำให้ราคาของยาเสพติดถูกลง เช่น ยาบ้า ที่จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
เจเรมี ดักลาส ตัวแทนของยูเอ็นโอดีซี ประจำภูมิภาค เปิดเผยกับรอยเตอร์ก่อนหน้าการประชุมที่ประเทศไทย ว่า “อุปทานที่เพิ่มขึ้น มาจากการที่กลุ่มอาชญากรเร่งเดินหน้าผลิตจนมีอยู่อย่างมากทั่วภูมิภาค ซึ่งมียาบ้าที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดส่งผลทำให้ราคาขายในตลาดลดลงทั่วภูมิภาค ทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น”
ตัวเลขของยูเอ็นระบุว่า สำหรับประเทศไทย ราคายาบ้าเมื่อปี 2560 อยู่ที่เม็ดละ 1.5 – 4.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 48 – 145 บาท) ซึ่งลดลงจากราคาขายเมื่อปี 2557 ที่ราคาอยู่ที่เม็ดละ 4-7 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 – 227 บาท) เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ราคายาบ้าที่ขายกันเมื่อปี 2560 อยู่ที่ไม่ถึง 6 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 194 บาท) จากปี 2557 อยู่ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 650 บาท)
ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจไทยสามารถยึดยาบ้า 14 ล้านเม็ด รวมมูลค่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งถือเป็นการยึดยาบ้าครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ส่วนที่ประเทศมาเลเซีย มีการยึดยาบ้าครั้งใหญ่ที่สุดได้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา น้ำหนักรวมเกือบ 1.2 ตัน ขณะลักลอบนำเข้าจากประเทศเมียนมา
โดยยูเอ็นโอดีซี เผยเมื่อปี 2560 ว่า ยาบ้าส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจากตอนใต้ของประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐฉาน

