เว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชียรายงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ว่า ศาลสิงคโปร์สั่งปรับผู้โดยสารชายชาวสิงคโปร์เป็นเงิน 4,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณกว่า 1 แสนบาท เหตุปากพล่อยบอกว่ามีระเบิดอยู่ในกระเป๋าสัมภาระ ในระหว่างอยู่บนเครื่องบินโดยสารสกู๊ต สายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์ ที่กำลังจะออกเดินทางจากประเทศสิงคโปร์ไปยังหาดใหญ่ จ.สงขลา ของไทย พร้อมกับเพื่อน 2 คน เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา
ในการพิจารณาคดีนี้ของศาลสิงคโปร์ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ผู้พิพากษาระบุว่านายซู่ ชุน เม็ง ชายชาวสิงคโปร์อายุ 41 ปี รับสารภาพผิดในข้อกล่าวหาใช้คำพูดคุกคามด้วยการกล่าวว่ามีระเบิดอยู่ในกระเป๋าสัมภาระ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายนปีนี้ เมื่อเวลาราว 12.55 น. ที่ทั้งสามคนขึ้นเครื่องบินโดยสารของสกู๊ต เที่ยวบิน ทีอาร์ 634 ที่อาคารโดยสาร 2 ของสนามบินชางงี
ข่าวแจ้งว่า นายซู่มีกระเป๋าสัมภาระถือขึ้นเครื่อง 1 ใบที่ใส่ไว้บนช่องที่เก็บกระเป๋าสัมภาระเหนือศีรษะ แต่กระเป๋าของนายซู่ใหญ่เกินไปจนฝาช่องเก็บกระเป๋าปิดไม่ได้ เป็นผลให้ น.ส.บู โจ วี พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งเห็นเหตุการณ์ เข้ามาบอกกับนายซู่ว่ากระเป๋าของเขามีขนาดใหญ่เกินไปและจะต้องทำการเช็กอิน แต่นายซู่ยังดึงดันและพยายามยัดกระเป๋าเข้าไปในช่องที่เก็บสัมภาระ เมื่อ น.ส.บูถามว่าในกระเป๋ามีสิ่งของใดที่เขาจำเป็นต้องใช้หรือไม่ เช่น พาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ หรือมีสิ่งที่เป็นสิ่งของต้องห้าม เช่น แบตเตอรีลิเธียมอยู่หรือไม่ นายซู่กลับตอบว่า “ไม่มี, มีแค่ระเบิด”
นายนิโคลาส คู รองอัยการกล่าวว่า เหตุที่นายซู่กระทำเช่นนั้นเพราะไม่พอใจกับทัศนคติของน.ส.บูและสิ่งที่เธอพูดกับเขา เมื่อ น.ส.บูจ้องหน้านายซู่ จากนั้นเขาก็พูดว่า “ไม่มีระเบิดหรอก ล้อเล่น จะมีได้อย่างไรล่ะ” แต่ น.ส.บูยังรู้สึกกลัวในสิ่งที่นายซู่พูด แต่ก็ยอมรับว่าเขาล้อเล่น และกลับไปปฏิบัติงานต่อ อย่างไรก็ดี น.ส.บูได้รายงานเรื่องนี้ให้กับ น.ส.จินนี เชียง เวิน ชิน ลูกเรือผู้รับผิดชอบรับทราบ ซึ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถยอมรับว่าเป็นเรื่องล้อเล่นได้ และต้องการแจ้งให้นักบินรับทราบในทันที แต่เครื่องบินกำลังจะออก เธอจึงยังไม่ได้เข้าไปในห้องนักบิน แต่หลังจากที่เธอได้แจ้งเรื่องนี้ให้นักบินรับทราบแล้ว นักบินได้โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินและนำเครื่องบินกลับมายังสิงคโปร์ โดยมีเครื่องบินรบของกองทัพอากาศสิงคโปร์บินประกบนำกลับมา และทำให้ผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ทั้งหมด 179 คน ต้องลงจากเครื่องและผ่านการตรวจเช็กเพื่อความปลอดภัย
ขณะที่กระเป๋าสัมภาระของนายซู่และเพื่อนอีก 2 คน ได้ถูกนำไปตรวจเช็กเป็นการเฉพาะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลให้เที่ยวบินนี้ดีเลย์ไป 4 ชม. 48 นาที และต้องมีการเปลี่ยนนักบินและลูกเรือชุดใหม่ รวมถึงมีการแจกคูปองให้แก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบด้วย ส่งผลให้ทางสายการบินมีค่าใช้จ่ายราว 13,757 ดอลลาร์สิงคโปร์ (กว่า 3 แสนบาท)
ในการพิจารณาคดี นายซู่ยอมรับข้อกล่าวหาและถูกปรับเป็นเงิน 4,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากโทษปรับสูงสุดคือ 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

