ราคาน้ำมันดิบโลกขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี ในขณะที่มาตรการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งห้ามรวมถึงการซื้อน้ำมันจากอิหร่านกำลังจะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้ผู้คนในแวดวงการค้าน้ำมันระดับโลกเริ่มหันมาพูดถึงราคาน้ำมันในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกันอีกครั้งหนึ่ง
แม้ว่า ราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ และยังถกเถียงกันอยู่ไม่น้อยในแวดวงผู้ค้าและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น ทีมวิจัยตลาดน้ำมันของโกลด์แมน แซคส์ ยังคงเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันยังไม่ทะลุเพดาน 100 ดอลลาร์แน่
แต่หลายคนก็อดไม่ได้กับการตั้งคำถามว่า ถ้าหากราคาน้ำมันดิบโลกทะลุถึง 100 ดอลลาร์จริง จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นมาบ้าง
โดยภาพรวมแล้ว ผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นถึงระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ย่อมส่งผลดีต่อประเทศผู้ผลิตและส่งออก แต่กระทบในทางลบต่อประเทศผู้บริโภคน้ำมันที่นำเข้าน้ำมันดิบแน่ๆ เพราะราคาดังกล่าวจะสะท้อนออกมาเป็นราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั้ม ซึ่งย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนของสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมแพงขึ้น
ในที่สุดก็จะทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันมีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ความต้องการหรือดีมานด์ในการบริโภคลดน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอลง หรือขนาดหนักก็ชะงักงัน
ผลกระทบดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป ประเทศอย่างจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็จะได้รับผลกระทบสูงตามไปด้วย นอกจากนั้นผลกระทบจะมากจะน้อย ก็ต้องดูตามฤดูกาลด้วย เช่น ในกรณีของประเทศที่ตั้งอยู่ในซีกโลกตอนเหนือ จะเป็นช่วงเวลาของหน้าหนาว ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อสร้างความอบอุ่นสูงเป็นต้น
ผลกระทบยังขึ้นอยู่กับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลแต่ละประเทศ ว่ามีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ อาทิเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ ก๊าซธรรมชาติ หรือไม่ เพื่อลดการใช้น้ำมันลง ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอินโดนีเซียขณะนี้ก็บังคับใช้มาตรการผลักดันให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพให้มากขึ้นและจำกัดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากตลาดโลก
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายคน เชื่อว่า ปัจจัยเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลกระทบจากระดับราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นสูงไปอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า น้อยลงกว่าที่เคยได้รับผลกระทบกันมาจากภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกถีบตัวขึ้นสูง ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 2554 ที่ผ่านมา
ประเทศที่คาดกันว่าจะเกิดปัญหาหนักจากราคาน้ำมันแพงคราวนี้ จะเป็น อินเดีย, จีน, ไต้หวัน, ชิลี, ตุรกี, อียิปต์และยูเครน บางประเทศเหล่านี้มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลงบประมาณอยู่ก่อนแล้ว และจะยิ่งเปราะบางต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศตนเอง แต่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันที่สูงอยู่แล้ว สูงยิ่งขึ้นไปอีกเพราะต้องแลกเป็นดอลลาร์ไปใช้ในการซื้อขายน้ำมัน)
ในขณะที่ประเทศอย่าง ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และ แอฟริกาใต้ จะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติของแต่ละประเทศ ต้องหันมาใช้นโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดขึ้น เช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อ เป็นต้น
รายงานของบลูมเบิร์ก ระบุว่า แบงก์ชาติของอินเดียเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมาแล้วถึงผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมัน สินค้านำเข้าที่มีมูลค่ารวมสูงที่สุดของประเทศพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้
นักเศรษฐศาสตร์บางคนอย่างเช่น เจมี เมอร์เรย์ เชื่อว่าโดยรวมแล้ว ราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจไม่ส่งผลกระทบให้ถึงกับเศรษฐกิจโลกโดยรวมถึงกับถดถอย เหตุผลหนึ่งก็คือโลกทุกวันนี้แตกต่างจากเมื่อครั้่งที่เคยเป็นในปี 2554 มาก มีความพยายามลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมันลง และที่ผ่านมาเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ราคาหน้าปั้มก็ไม่ได้ลดต่ำลงมาก แต่ยังคงรักษาระดับอยู่ค่อนข้างสูงมาตลอด ทำให้ผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นจากการที่ราคาน้ำมันสูงครั้งนี้น้อยลงตามไปด้วย
หากจะเกิดผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกให้ลดน้อยลง น้ำมันดิบโลกต้องรักษาระดับราคาให้อยู่เกินระดับ 100 ดอลลาร์ และต้องคงอยู่ในระดับที่ว่านั้นนานไม่น้อย
นอกจากนั้น สาเหตุหลักที่ทำให้คาดกันว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะพุ่งขึ้นถึงระดับนี้นั้น นอกเหนือจากปัญหาในทางด้านการผลิตในหลายประเทศ และการแซงก์ชันแล้ว ยังเป็นเพราะเชื่อกันว่า เศรษฐกิจของโลกในปีหน้าจะขยายตัวสูงขึ้น มีการผลิตมากขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย โดยจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.5 ล้านบาร์เรล ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การขยายตัวเพราะความต้องการสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้น ย่อมดีกว่าราคาที่เพิ่มขึ้นเพราะน้ำมันมีให้ซื้อน้อยแน่นอน

