คอลัมน์ Think Tank : อัตราการฆ่าตัวตายในเด็กเพิ่มขึ้น

อัตราการทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตายในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 10-14 ปี ที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง อ้างอิงจากสถิติอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

ข้อมูลของศูนย์สถิติด้านสุขภาพแห่งชาติในสังกัดสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นราวปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ นับจากปี 2542 หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นราวปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่างปี 2549-2557 โดยอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทั้งในเพศชายและเพศหญิง และทุกช่วงอายุตั้งแต่ 10-74 ปี

ทว่ากลุ่มที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 10-14 ปี ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าจาก 0.5 คน ต่อ 100,000 คน เมื่อปี 2542 มาอยู่ที่ 1.5 คนต่อ 100,000 คน ในปี 2557 โดยมีเด็กผู้หญิงในช่วงกลุ่มอายุนี้ที่ฆ่าตัวตายในปี 2557 ปีเดียวมากถึง 150 ราย เพิ่มขึ้นจาก 2542 ถึง 200 เปอร์เซ็นต์

วิคเตอร์ ฟอร์นารี ผู้อำนวยการแผนกจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลซัคเคอร์ ฮิลไซด์ ในย่านเกลนโอคส์ นครนิวยอร์ก สหรัฐ ระบุว่า เราได้เห็นเด็กที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ นี่เป็นปัญหาที่น่ากังวล

“ผมคิดว่าบางทีอาจเป็นผลของการเข้าถึงสื่อเครือข่ายสังคม อินเตอร์เน็ต และการกลั่นแกล้งรังแกบนโลกไซเบอร์ ซึ่งเป็นการทำให้เด็กต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็น และเด็กบางทีก็ด่วนตัดสินใจเกินไป”

อย่างไรก็ตาม อัตราการฆ่าตัวตายในเด็กผู้ชายอายุระหว่าง 10-14 ปีมากกว่าเด็กผู้หญิง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร็วมากเท่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2542 เด็กผู้ชายในช่วงอายุดังกล่าวฆ่าตัวตาย 1.9 คนต่อ 100,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 คนต่อ 100,000 คนในปี 2557 หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 37 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายในผู้ใหญ่ ผู้ชายที่อายุมากกว่า 75 ปี เป็นกลุ่มที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุดทั้งเมื่อปี 2542 และในปี 2557อย่างไรก็ตาม อัตราการฆ่าตัวตายของคนกลุ่มนี้สวนทางกับกลุ่มอื่นๆ คือลดลง 8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ทำการศึกษาวิจัยข้อมูลทางด้านนี้ จาก 42.4 คนต่อ 100,000 คนเมื่อปี 2542 ลงมาเหลือ 38.8 คนต่อ 100,000 คนในปี 2557

ขณะที่สำหรับผู้หญิงแล้ว กลุ่มที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดคือกลุ่มช่วงอายุระหว่าง 45-64 ปี ที่ 6.0 คนต่อ 100,000 คน ในปี 2542 และ 9.8 คนต่อ 100,000 คนในปี 2557

อัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น 46 เปอร์เซ็นต์ทำให้ช่องว่างของความแตกต่างแคบลง อย่างไรก็ตามผู้ชายยังคงมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า โดยวิธีการฆ่าตัวตายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ชายคือการใช้อาวุธ ขณะที่ในผู้หญิงคือการกินยาพิษ

ผลการศึกษาชิ้นนี้จุดชนวนให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และทำให้มีความพยายามผลักดันการป้องกันการฆ่าตัวตายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เร่งดับไฟป่าภูชี้ฟ้าลุกลามจากแล้ง-ลอบเผาหน้าดิน ชี้ไม่รุนแรง-กระทบท่องเที่ยว
บทความถัดไปร่อนแถลงการณ์ จี้รัฐเปิดพื้นที่แสดงความเห็น ปชป.-พท-NGO-อาจารย์ ร่วมลงชื่อเพียบ