เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปี 2004 ไม่เพียงเกิดอุบัติภัยแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ยังเกิดสึนามิครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติขึ้นบริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วเกือบ 250,000 คนทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทย
แต่ประเทศที่สูญเสียพลเมืองของตนเองไปมากที่สุดกับเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ อินโดนีเซีย
สึนามิเมื่อปี 2004 จุดประกายให้เกิดความเคลื่อนไหวเพื่อจัดทำระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าซึ่งไม่เคยมี ไม่เคยเล็งเห็นความจำเป็นมาก่อนขึ้นในภูมิภาคนี้
ชาติที่จริงจังกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คืออินโดนีเซียกับไทย ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ
ระบบเตือนภัยดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของประชาคมระหว่างประเทศ ที่ให้ทั้งงบประมาณส่วนหนึ่ง รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อการนี้ เพื่อสมทบกับงบประมาณของแต่ละประเทศในการจัดตั้งและดูแลระบบ ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.5 แมกนิจูด ขึ้นที่ตอนกลางของเกาะสุลาเวสี บริเวณเมืองปาลู เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อด้วยการเกิดสึนามิที่บันดาลให้คลื่นยักษ์ความสูงตั้งแต่ 3 เมตรจนถึง 6 เมตร อาละวาดทำลายล้างพื้นที่หลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งริมอ่าว พาราไดส์ เบย์ ของเมืองปาลู และ ดองกาลา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 1,200 รายและยังมีที่หายสาบสูญอีกเป็นจำนวนมาก
คำถามก็เกิดขึ้นตามมาทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้า ที่เพียรพยายามดำเนินการกันมา?
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของอินโดนีเซีย ล้มเหลวได้อย่างไร? ทั้งๆ ที่ทุกคนตั้งแต่ประชาชนตาดำๆ เรื่อยไปจนถึงนักการเมืองและผู้บริหารในทุกระดับของชาติ รู้ดีว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวและเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
เป็นหนึ่งในดินแดนสุดอันตรายทางธรณีวิทยา ที่เรียกกันว่า วงแหวนแห่งไฟ ที่โอบอยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
ทุกคนตระหนักกันดี แต่จากที่ได้เห็นกันจากสึนามิที่อ่าวสวรรค์ก็คือ ระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าของอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะมีหรือไม่ ไม่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง
หากระบบที่ว่ามีประสิทธิภาพอยู่บ้าง อาจช่วยชีวิตหลายสิบ หรือหลายร้อยรายให้มีลมหายใจต่อไปได้ในวันนี้
บทเรียนจากสุลาเวสีจึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงต่ออินโดนีเซีย ยังมีความหมายอย่างยิ่งให้คนไทย ประเทศไทย ได้ทบทวนสิ่งที่ติดตั้งเอาไว้ ระบบที่วางเอาไว้ ว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้จริงหรือไม่
ในยามที่วาระครบรอบ 14 ปีของสึนามิครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ กำลังจะเวียนกลับมาบรรจบอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า เป็นโศกนาฏกรรมสลดใจทางวิทยาศาสตร์ เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่สุลาเวสี ซ้ำอีกครั้ง
หลุยส์ คอมฟอร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการวินาศภัยจากมหาวิทยาลัยพิทสเบิร์ก สหรัฐอเมริกา มีความรู้สึกต่อการสูญเสียที่สุลาเวสีเหนือบุคคลธรรมดาทั่วไปอยู่บ้าง เนื่องเพราะคอมฟอร์ทคือหัวหน้าคณะ
ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นตัวแทนของ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (เอ็นเอสเอฟ) ของสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือในโครงการพิเศษ เพื่อการวางระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความเคลื่อนไหวและเสียงบริเวณพื้นใต้ทะเล เชื่อมต่อด้วยสายเคเบิลใยแก้ว สำหรับใช้เป็นระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าทดแทนระบบทุ่นลอยแบบเก่าที่ติดตั้งกันไว้ตั้งแต่ปี 2004 หลังสึนามิสุมาตรา
คณะทำงานของโครงการดังกล่าวนอกจากเจ้าหน้าที่ของเอ็นเอสเอฟอย่าง หลุยส์ คอมฟอร์ท แล้ว ยังมีทีมวิศวกรจากสถาบัน วูดส์ โฮล โอเชียโนกราฟิก, ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางธรณีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านวินาศภัย ของอินโดนีเซียเองอีกด้วย
โครงการดังกล่าวนี้ใช้งบประมาณ 1,000 ล้านรูเปียห์หรือราว 2.2 ล้านบาท เท่านั้น แต่สามารถให้ข้อมูลที่ยืนยันการเกิดสึนามิได้ในชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที เร็วกว่าระบบทุ่นลอยแต่เดิมหลายเท่าตัว
เอ็นเอสเอฟ ให้เงินช่วยเหลือแก่อินโดนีเซียรวม 3 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดทำระบบ ต้นแบบ ขึ้นที่ ปาดัง (เมืองเอกของจังหวัดสุมาตราตะวันตก บนเกาะสุมาตรา) เมืองชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของสุมาตรา ที่ตั้งประจันหน้าอยู่กับรอยเลื่อนอันตรายที่สุดนอกชายฝั่งห่างออกไปไม่กี่มากน้อย อันเป็นรอยเลื่อนเดียวกับที่เคยก่อให้เกิดสึนามิเมื่อปี 2004 มาแล้วนั่นเอง
ระบบใหม่ดังกล่าวติดตั้งเพื่อใช้แทนที่ระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าแบบใช้ทุ่นลอยก่อนหน้านี้ ซึ่งทางอินโดนีเซียได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมันให้จัดทำขึ้น ประกอบด้วยทุ่นลอย 22 ทุ่น เชื่อมต่อตรงผ่านสายเคเบิลไปยัง เซนเซอร์ตรวจจับที่ติดตั้งอยู่บนพื้นผิวท้องทะเล วางตำแหน่งเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย มูลค่าหลายแสนดอลลาร์
เมื่อปี 2016 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงไม่น้อยขึ้นที่ปาดัง ถึงตอนนั้นเองที่ทุกคนตระหนักว่า เครือข่ายของทุ่นลอยทั้งหมด ไม่หลงเหลือทุ่นไหนที่ ใช้งานได้ ตามปกติอีกแม้แต่ทุ่นเดียว
ถ้าไม่เสียหายจากพวก มือบอน ทำลายข้าวของทางการเล่นเป็นนิสัย ก็ถูกฉกถูกขโมยชิ้นส่วนไป หรือในบางกรณีสำหรับบางทุ่น หยุดทำงานไปเฉยๆ เพราะขาดการบำรุงรักษา
ระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าที่อินโดนีเซียพึ่งพาอยู่ก่อนหน้าที่จะมีโครงการของเอ็นเอสเอฟ คือ ระบบเครือข่ายของสถานีวัดระดับน้ำ 134 สถานี เสริมด้วยข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ซึ่งตั้งอยู่บนบก บวกกับระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงไซเรน 55 จุด สมทบกับระบบเตือนภัยผ่านการกระจายข้อความทางโทรศัพท์
นั่นคือระบบที่ใช้เตือนภัยให้กับผู้คนตามแนวชายฝั่งริมอ่าวสวรรค์ครับ
วันศุกร์ที่ 28 กันยายน แผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลังผ่าน 18.00 น.ไปไม่นาน สำนักงานธรณีฟิสิกส์และอุตุนิยมวิทยา (บีเอ็มเคจี) ของอินโดนีเซียประกาศแจ้งเตือนภัยสึนามิตามมา ในคำเตือนระบุเอาไว้ว่า เป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นสูงผิดปกติ ระหว่าง 0.5 ถึง 3 เมตรซัดเข้าพื้นที่ชายฝั่ง
ปัญหาก็คือ บีเอ็มเคจี ยกเลิกคำเตือนดังกล่าวในเวลา 18.36 น.!
จนถึงขณะนี้ยังเถียงกันไม่เสร็จว่า นั่นเป็นความล้มเหลวของบีเอ็มเคจี หรือเป็นเพราะบีเอ็มเคจียกเลิกคำสั่งดังกล่าวหลังจากที่สึนามิถล่มอ่าวสวรรค์แล้วกันแน่ เพราะไม่มีใครยืนยันได้ชัดเจนว่า คลื่นยักษ์ระลอกแรกที่ถึงริมฝั่งอ่าวสวรรค์นั้น เดินทางมาถึงเวลาเท่าใด
ในทางวิทยาศาสตร์ และตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอย่าง หลุยส์ คอมฟอร์ท การยกเลิกการเตือนดังกล่าว เร็วเกินไป แต่เขารู้ดีว่าสาเหตุที่ยกเลิกนั้นเป็นเพราะ บีเอ็มเคจีไม่รู้ข้อมูลจากพื้นที่บริเวณปาลู เพราะไม่มีสถานีตรวจวัดระดับน้ำอยู่ในบริเวณดังกล่าว
ที่ไม่มีสถานีอยู่ในบริเวณดังกล่าว เป็นเพราะรอยเลื่อนบริเวณปาลูและอ่าวสวรรค์เป็นรอยเลื่อนแบบ สไตรค์-สลิป ฟอลท์ ที่นักวิชาการไทยเรียกว่าเป็น รอยเลื่อนตามแนวระดับ ซึ่งเป็นชนิดของรอยเลื่อนที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวแบบที่ไม่ก่อให้เกิดสึนามิ เนื่องจากเป็นการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นในแนวที่เป็นระดับเดียวกัน
แดนนี ฮิลแมน นาทาวิดจายา นักธรณีวิทยาจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินโดนีเซียระบุว่า การก่อให้เกิดสึนามิแบบที่เกิดขึ้นที่อ่าวสวรรค์นั้น ถือเป็นกรณีพิเศษสำหรับรอยเลื่อนชนิดนี้ สาเหตุอาจเป็นเพราะให้ บังเอิญ มีชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งของแผ่นเปลือกโลก เกิดไถลลงในแนวดิ่ง หรือไม่ก็อาจเกิดจากการที่แผ่นดินไหวไปก่อให้เกิดแผ่นดินถล่มขึ้นใต้ทะเลบริเวณใกล้เคียงก็เป็นได้
อดัม สวิทเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญสึนามิ จากสำนักงานสังเกตการณ์โลกแห่งสิงคโปร์ ให้ความเห็นกรณีระบบเตือนภัยล่วงหน้าของอินโดนีเซียเพิ่มเติมเอาไว้ว่า หยาบเกินไป หรือ ง่ายๆ เกินไป
ไม่ได้มีการนำเอากรณีที่อาจเกิดเหตุซ้ำซ้อน ต่อเนื่องกันหลายครั้งขึ้นมาคำนึงร่วมด้วย อย่างเช่นการเกิดเหตุแผ่นดินไหวต่อเนื่องหลายครั้งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และยังไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่นการเกิดแผ่นดินถล่มใต้ทะเลอีกด้วย
ถามว่าแล้วระบบใหม่ของเอ็นเอสเอฟ จากสหรัฐอเมริกา ทำไมไม่ทำงาน?
คำตอบยิ่งเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดยิ่งกว่า
ระบบเตือนภัยสึนามิแบบใหม่ที่สหรัฐอเมริกานำมาติดตั้งให้เป็น ต้นแบบ ที่พื้นที่นอกชายฝั่งปาดัง ซึ่งเป็นจุดที่มีรอยเลื่อนแบบรอยเลื่อนย้อน ที่มีการเคลื่อนตัวในเชิงมุม ซึ่งเปราะบางต่อการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมากและเกิดสึนามิใหญ่ๆ ได้สูงมากอีกด้วย ระบบดังกล่าวสามารถป้อนข้อมูลที่จำเป็นต่อการประกาศเตือนภัยล่วงหน้าได้ภายใน 1-3 นาที เร็วกว่าระบบเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 5-45 นาที หลายเท่า
ระบบดังกล่าวประกอบด้วยเครือข่ายของหน่วยเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้กับพื้นทะเล ซึ่งมีทั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนตัวของแผ่นดินที่เรียกว่า ซีสโมมิเตอร์ และมีทั้งเซนเซอร์ตรวจจับแรงกดดัน เซนเซอร์เหล่านี้จะส่งสัญญานเสียงในการนำพาข้อมูล ด้วยการยิงขึ้นสู่พื้นผิวแล้วอาศัยพื้นผิวทะเลช่วยหักเหคลื่นเสียงกลับลงสู่ความลึก 20-30 กิโลเมตร ซึ่งจะมีหน่วยเซนเซอร์อีกหน่วยคอยรับสัญญาณข้อมูล ต่อกันไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนถึงจุดปลายทางซึ่งจะเป็นจุดที่เชื่อมต่ออยู่กับเคเบิลใยแก้ว สำหรับนำส่งสัญญาณดังกล่าวขึ้นสู่สถานีภาคพื้นดิน
ระบบที่ปาดังพร้อมสรรพทุกอย่างแล้ว หลงเหลือขั้นตอนสุดท้าย คือการเชื่อมต่อเคเบิลใยแก้วขึ้นสู่สถานีส่งสัญญาณขึ้นสู่ดาวเทียม เพื่อส่งต่อไปยังสำนักงานของบีเอ็มเคจี ซึ่งจะทำหน้าที่ออกประกาศเตือนภัยสึนามิ และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในระบบเตือนภัยทั้งหมดต่อไป
ระยะทางที่หลงเหลืออยู่รวมแล้วมีเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น
โครงการนี้เริ่มรอสายเคเบิลช่วงสั้นๆ ดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2017 แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มเกี่ยงงอนซึ่งกันและกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างถูกตัดทอนงบประมาณของตัวเองลง ทำให้ทุกอย่างค้างเติ่งเรื่อยมา จนเกิดความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใกล้กรุงจาการ์ตาขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2017
ในเดือนกรกฎาคม กระทรวงการคลังถึงอนุมัติงบประมาณเพื่อจัดซื้อและวางสายเคเบิล แต่พอถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ตกลงกันไม่ได้ใครจะเป็น เจ้าภาพ การวางสายเคเบิลที่ว่านั้น
ลงเอยด้วยการ แขวน การวางสายเคเบิลเอาไว้ชั่วคราว จนกระทั่งสึนามิมาเยือนอ่าวสวรรค์ในเดือนเดียวกัน
ถึงป่านนี้หลายคนในที่ประชุมครั้งนั้นคงเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว
ปัญหาของระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าที่เป็นระบบส่วนต้นทางข้างต้น เป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบในส่วนปลายทาง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ระบบไซเรนเตือนภัยย่อมใช้งานไม่ได้ เพราะระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าถูกทำลายเสียหายจากเหตุที่เกิดขึ้นตามไปด้วย นั่นคือสิ่งที่อินโดนีเซียต้องคำนึงถึงในการบริหารจัดการเพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่อไปในอนาคตที่เห็นได้ชัดเจน
แต่อีกกรณีหนึ่งซึ่งยังคงเป็นห่วงโซ่สำคัญและยังจำเป็นต้องหาทางดำเนินการอีกมาก หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่ปาลูและดองกาลา นั่นคือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสึนามิ
แม้คลื่นยักษ์เข้ามาถึงตัวแล้วชาวบ้านยังคงสับสนและละล้าละลัง ทั้งๆ ที่ได้รับคำเตือนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หนีไปไหน ควรไว้วางใจคำเตือนมากแค่ไหน
นั่นคือความล้มเหลวของระบบเตือนภัยสำคัญอีกประการ

