หมายเหตุ – งานของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวข้องกับการให้บริการและการดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิด ‘มติชน’ ได้พูดคุยกับอธิบดีกรมการกงสุล ถึงแผนการต่างๆ ที่จะพัฒนาการให้บริการและการดูแลคนไทยในหลากหลายมิติ
ในระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลไทยทั่วโลกอีกหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดคุยกันคือการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เนื่องจากกรมการกงสุลเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ นั่นคือการปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในต่างประเทศด้วย มีการพูดคุยกันในหลักการว่าจะประสานงานระหว่างกันอย่างไร และผมได้หารือกับท่านประธานกกต.ไปเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากนี้อีกไม่นานจะต้องมีการเดินสายไปให้ความรู้และซักซ้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดเป็นรายภูมิภาคเพื่อมารับฟังการบรรยายสรุปจากกกต. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่กงสุลของไทย

๐เร่งพัฒนางานกองสัญชาติและนิติกร
งานอีกด้านหนึ่งของกรมการกงสุลคืองานด้านสัญชาติและนิติกร ซึ่งงานในส่วนนี้ทำให้คนต้องใช้เวลาในการติดต่อกับทางกรมเป็นเวลานาน ปัจจุบันคนที่มาทำหนังสือเดินทางจะใช้เวลาเพียงแค่ 15 ถึง 20 นาทีก็จะแล้วเสร็จ แต่งานสัญชาติและนิติกรต้องใช้เวลาติดต่อกันถึงครึ่งวัน ทำให้พื้นที่ในกรมหนาแน่นและไม่มีที่จอดรถเพียงพอ ขณะนี้ได้มีการขยายงานการรับรองเอกสารไปเปิดที่สถานีรถไฟใต้ดินคลองเตยตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีคนไปใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ และแบ่งเบาภาระเรื่องคนมาใช้บริการที่กรมไปได้ระดับหนึ่งขณะนี้ผ่านมา 2-3 เดือนผลตอบรับค่อนข้างดีและช่วยให้มีความสะดวกในเรื่องการรับรองเอกสารมากขึ้น
ทั้งนี้เรามองว่างานของกองสัญชาติและนิติกรเป็นเรื่องของการ ease of doing business เอกสารต่างๆ ที่มีการนำมารับรองไม่ได้เป็นเพียงเอกสารอย่าง ใบเกิด ใบมรณบัตร หรือเอกสารที่นำไปใช้ในแง่การศึกษาต่อ แต่ยังรวมถึงเอกสารที่คนใช้เพื่อนำไปประกอบการค้าการลงทุน ดังนั้นหากเราสามารถอำนวยความสะดวกให้ขั้นตอนดังกล่าวทำได้เร็ว การติดต่อกับหน่วยราชการต่างๆ ของไทยก็จะทำได้เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ความรวดเร็วในขั้นตอนการรับรองเอกสารของเราจึงถือเป็นตัวชี้วัดบรรยากาศของการลงทุนได้ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่จะทำให้งานในการของกองสัญชาติและนิติกรเร็วขึ้นได้คือการจะทำเอกสาร 2 ภาษา ปัจจุบันกระทรวงได้ทำแบบฟอร์มมาตรฐานเอกสารสำคัญต่างๆที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษไว้แล้ว ซึ่งเป็นเอกสารมาตรฐาน 6 อย่าง อาทิ สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน โดยประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ http://www.consular.go.th/main/th/form/1421 จากนั้นให้นำไปกรอกรายละเอียดให้ถูกต้องตรงกับเอกสารของตนเอง ก็สามารถนำมาให้ทางกองสัญชาติและนิติกรรับรองได้เลย ทั้งนี้กรมขอส่งเสริมให้ประชาชนดาวน์โหลดเอกสารเหล่านี้มาใช้ เพราะสามารถทำเองได้ไม่ต้องยุ่งยาก และทุกอย่างถูกต้องเพราะเป็นแบบฟอร์มมาตรฐาน มีการเว้นช่องให้กรอกซึ่งตรงกับเอกสารต้นฉบับในภาษาไทย เมื่อมาถึงกรมการกงสุลก็เพียงแต่ประทับตรารับรองเท่านั้น
นอกจากนี้เราดูจากงานแล้วเห็นว่าเอกสารต่างๆ ราว 70% ที่นำมาให้ทางกองสัญชาติและนิติกรรับรองเป็นเอกสารจากกระทรวงมหาดไทย ทางกรมการกงสุลจึงได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการจัดทำเอกสาร 2 ภาษาเพื่อที่ประชาชนทั่วไปจะได้ไม่ต้องนำเอกสารมาแปล แต่สามารถนำมาให้กองสัญชาติและนิติกรรับรองได้เลย ขณะนี้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอยู่ในแผนงานของกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว โดยจะต้องมีการปรับปรุงระบบภายในของกระทรวงมหาดไทยให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดภาระให้กับประชาชน เมื่อสามารถดำเนินการได้ตามระบบเอกสารสำคัญต่างๆ อาทิ ใบเกิด ก็จะมีสองภาษากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ต้องนำเอกสารไปแปลอีก

๐เร่งเดินหน้า’อี-พาสปอร์ต’เฟส 3
อี-พาสปอร์ตในครั้งต่อไป จะมีการจ้างผลิต 15,000,000 เล่มหรือ 7 ปี ขึ้นกับว่าจะถึงอันใดก่อนกัน โดยในเฟส 3 จะต้องมีพัฒนาการของเล่มที่ดีขึ้น ขณะที่ความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการก็จะต้องดีขึ้นเช่นกัน อาทิ ในเฟส 2 ผู้มาทำพาสปอร์ตหนึ่งคนจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่เฟสสามจะลดเวลาลงเหลือ 12 นาที ประการต่อมาคุณลักษณะด้านความปลอดภัยภายในเล่มจะมากขึ้น นอกจากการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือแล้วจะมีการเก็บม่านตา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาและจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยสามารถตรวจสอบและระบุตัวบุคคลได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
นอกจากนี้ต้องมีระบบการเตรียมการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดีกว่าเดิม เผื่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือเหตุการณ์บ้านเมือง จากเดิมในเฟส 2 ที่เรามีสถานที่ในการผลิตเล่มเพียงแห่งเดียว ในเฟส 3 ต้องมีสถานที่ผลิตเล่มเพิ่มขึ้น เรานำเอาประสบการณ์จากอดีตมาปรับใช้ ภายใต้ความมุ่งหวังให้บริการที่ดีที่สุดแก่ประชาชน เพราะการทำพาสปอร์ตถือเป็นการบริการสาธารณะและต้องตอบโจทย์ในการให้บริการประชาชน
สำหรับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเราทำตามระเบียบกฎหมายมีการประมูลโดยใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งกรมบัญชีกลางเป็นผู้ออกแบบระบบและจัดทำขึ้นตามหลักสากล เราทำตามระบบที่รัดกุมที่สุด เราได้กำหนดคุณสมบัติขั้นสูงคือผู้ยื่นซองประมูลต้องทำได้เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่มายื่นประมูลทั้ง 4 ราย รวม 13 บริษัท ต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องการพิมพ์เอกสารที่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง มีความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี และมีการทำงานเกี่ยวกับระบบชีวมาตร(Biometric) ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยทำพาสปอร์ตมาแล้วในหลายประเทศ มีศักยภาพพร้อมที่จะทำ ดังนั้นคุณสมบัติที่เรากำหนดขึ้นเพื่อให้ได้ผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ยื่นทั้ง 4 รายถือว่าตอบโจทย์และเข้าเป้าที่เราต้องการ
ตามขั้นตอนการพิจารณาผู้เข้าร่วมประมูลต้องผ่านคุณสมบัติ คือเป็นบริษัทต้องมีความสามารถตามกฏหมาย ไม่ล้มละลาย และไม่ติดแบล็คลิสต์ ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มผ่านการพิจารณาทั้งหมด แต่มาตกในเรื่องเทคโนโลยี 2 รายเพราะสเปคไม่ตรงตามทีโออาร์ เหลือ 2 ราย รายหนึ่งคุณสมบัติไม่เป็นไปตามทีโออาร์ในตอนสาธิต จึงเหลือแค่ 1 ราย ซึ่งตามกฏหมายหากมีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 1 ราย จะต้องเปิดให้มีการประมูลใหม่ เพราะไม่มีการเปรียบเทียบราคา
แน่นอนว่าโครงการมีมูลค่าถึง 12,000 ล้านบาท ก็ย่อมต้องเป็นที่จับตามอง แต่เรายืนยันได้ว่าขั้นตอนในการประมูลที่ผ่านมาทุกอย่างโปร่งใส เอกสารต่างๆ มีการจัดเก็บอย่างดี มีการติดกล้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ที่มีผู้ห่วงกังวลว่าอาจเกิดการลอกเลียนเทคโนโลยีคงไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะในตอนสาธิตระบบมีการแบ่งแยกชัดเจน ห้องใครห้องมัน ข้อมูลไม่มีการรั่วไหล เพราะมีการจัดเก็บเอกสารแยกและมีชั้นความลับ
ทั้งหมดทั้งปวงคือต้องเลือกวิธีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการและให้มีการแข่งขัน เพราะเทคโนโลยีนี้จะอยู่กับเราไม่ต่ำกว่า 7 ปี ทั้ง 4 บริษัทที่มายื่นประมูลมีศักยภาพที่จะทำได้ทั้งหมด แต่เมื่อมีการตัดสินใจให้ประกวดราคาใหม่ ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่หมด ต้องมีการยื่นซองประมูลใหม่ซึ่งจะใช้เวลาไม่ต่างจากการยื่นประกวดในครั้งแรกคือราว 6-7 เดือน ขณะนี้อยู่ในช่วงของการตั้งคณะกรรมการเพื่อยกร่างทีโออาร์และดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ต่อไป

