จามาล คาช็อกกี วัย 59 ปี เป็นนักข่าว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และนักจัดรายการโทรทัศน์ชาวเมืองเมดินา ในซาอุดีอาระเบีย ที่ไม่เพียงมีความรู้ความเข้าใจการเมืองในตะวันออกกลางสูงยิ่ง ยังมี “คอนเน็กชัน” มีสายสัมพันธ์อยู่กับชนชั้นสูงทั้งในซาอุดีอาระเบียและในอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง
ปีเศษมาแล้วที่ คาช็อกกี ลี้ภัยตัวเองมาปักหลักทำหน้าที่สื่อมวลชนอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้สิทธิเป็นผู้มีถิ่นพำนักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทำหน้าที่คอลัมนิสต์ ประจำคอลัมน์ “เวิลด์วิว” ให้กับวอชิงตันโพสต์มาตั้งแต่ปี 2017 เหตุผลง่ายๆ ของเขาก็คือ ที่นี่เขาพูดได้มากกว่า เขียนได้อิสระและเสรีกว่าในบ้านเกิด
13.00 น. ของวันอังคารที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา คาช็อกกีเดินเข้าไปภายในสถานกงสุลซาอุฯ ในนครอิสตันบุล ประเทศตุรกี แล้วหายตัวไปนับตั้งแต่บัดนั้น
เกิดอะไรขึ้นกับ จามาล คาช็อกกี ในวันนั้นกันแน่?
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งทอดเวลานานออกไป ยิ่งพิลึกพิสดาร ในทางหนึ่งนั้นเป็นเพราะทางการซาอุฯยืนยันอย่างหนึ่ง แต่ทางการตุรกีกลับสรุปไปในทางตรงกันข้าม
สื่อมวลชนยิ่งติดตาม ยิ่งได้เบาะแสพิสดารพันลึก ราวกับพล็อตที่เตรียมไว้เพื่อสร้าง “ทริลเลอร์” ดีๆ ให้ฮอลลีวู้ดสักเรื่อง
บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจบางทีเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ที่งานสัมมนาในอิสตันบุล ที่ซึ่งคาช็อกกีมีโอกาสได้พบกับ ฮาทิเช เชนกิซ สุภาพสตรีชาวตุรกีวัย 36 ปีเป็นครั้งแรก
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความสนิทสนมและลงเอยเป็นความรัก ทำให้คาช็อกกีเริ่มพูดถึง “การเริ่มต้นชีวิตใหม่” อีกครั้งกับเชนกิซ
ถึงเดือนสิงหาคม ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกันในตุรกี “จามาลซื้ออพาร์ตเมนต์หลังหนึ่งในอิสตันบุล เรากำลังตกแต่งภายในด้วยกัน” เชนกิซบอกกับรอยเตอร์เมื่อ 9 ตุลาคม “เราวางแผนจะแต่งงานกันในสัปดาห์นี้ ก่อนที่เขาจะกลับไปวอชิงตัน”
การตัดสินใจแต่งงานทำให้คาช็อกกีต้องตามหาเอกสาร เพราะตามกฎหมายตุรกี ผู้ที่แต่งงานต้องมีข้อพิสูจน์ว่าไม่มีภรรยาอยู่ก่อน คาช็อกกีซึ่งแต่งงานแต่หย่าร้างแล้ว (มีบุตรชาย 1 คนในซาอุฯ) ติดต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯในวอชิงตัน คำตอบที่ได้รับคือ ให้ติดต่อสถานกงสุลอิสตันบุล “ดีกว่า”
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ จามาล คาช็อกกี เดินทางไปยังสถานกงสุลซาอุฯในนครอิสตันบุล 2 ครั้ง
ครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี (จากเจ้าหน้าที่ซึ่งดูเหมือนว่าจะชื่อ “สุลต่าน”) ที่ขอเวลาเตรียมเอกสารให้ แล้วนัดหมายให้เดินทางมารับในตอนบ่ายวันที่ 2 ตุลาคม
วันที่คาช็อกกีเดินทางไปรับเอกสารแล้วไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจามาล คาช็อกกี ที่สถานกงสุลซาอุฯในนครอิสตันบุล เป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า จะเชื่อคำบอกเล่าของฝ่ายไหนที่พยายามออกมาอธิบายเหตุการณ์ครั้งนี้
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ คาช็อกกีไม่ได้เดินทางไปในวันนั้นเพียงลำพัง แต่เดินทางไปพร้อมกับเชนกิซคู่หมั้นชาวตุรกี เพียงขอให้เชนกิซรออยู่ด้านนอก และเดินเข้าไปภายในอาคารเพียงลำพังเท่านั้น
เป็น ฮาทิเช เชนกิซ ที่เอะใจ เพราะเห็นว่าคาช็อกกีใช้เวลาอยู่ภายในสถานกงสุลนานผิดปกติ เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา
ครั้งหนึ่ง คาช็อกกีเคยบอกกับเพื่อนสนิทชาวตุรกีที่ชื่อ ยาซิน ฮัคเทย์ ว่า ถ้าจะมีประเทศไหนในโลกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนซาอุฯแล้วละก็ ประเทศนั้นคือ ตุรกี
สำหรับจามาล คาช็อกกี ความดังกล่าวไม่เพียงเป็นข้อเท็จจริงโดยรวมเท่านั้น ยังเป็นข้อเท็จจริงยิ่งกว่าสำหรับตนเอง เนื่องเพราะฮัคเทย์ไม่เพียงเป็นเพื่อนเท่านั้น ยังมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็น “ที่ปรึกษา” คนสนิทของ เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งทำให้คาช็อกกีมีความสนิทสนมกับผู้นำตุรกีเป็นการส่วนตัวตามไปด้วย
คนที่เชนกิซติดต่อเพื่อแจ้งเหตุผิดปกติกับคาช็อกกีเป็นคนแรกคือ ฮัคเทย์ ซึ่งไม่เพียงแจ้งเรื่องนี้ต่อผู้รับผิดชอบในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของตุรกีเท่านั้น ยังรายงานเรื่องนี้ต่อผู้นำตุรกี และผู้สื่อข่าวซึ่ง รวมทั้งวอชิงตันโพสต์ และ “รอยเตอร์” ในเวลาต่อมาอีกด้วย
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของทางการตุรกี ก็คือ คาช็อกกีถูกเจ้าหน้าที่ซาอุฯควบคุมตัวเอาไว้ และยังคงอยู่ภายในสถานกงสุลนั่นเอง
แต่เมื่อรอยเตอร์สอบถามกลับไปยังสถานกงสุลและ “แหล่งข่าว” ในรัฐบาลซาอุฯ คำตอบที่ได้รับก็คือ จามาล คาช็อกกีไม่ได้อยู่ภายในสถานกงสุล ไม่ได้ถูกควบคุมตัว คาช็อกกีเดินทางเข้ามาภายในสถานกงสุลจริง แต่กลับออกไปภายในเวลาชั่วโมงเศษ
เมื่อถามถึงหลักฐานยืนยัน รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด คำตอบก็คือ วันนั้นกล้องวงจรปิด “ขัดข้อง”!
เป็นคำตอบที่นักสังเกตการณ์บางคนบอกว่า เหมือนกับนักเรียนลืมทำการบ้าน แล้วให้เหตุผลกับคุณครูว่า “น้องหมากินการบ้านของผมไป” ไม่มีผิดเพี้ยน
คำอธิบายที่เป็นทางการที่สุดของซาอุฯในเบื้องต้น ออกมาจากปากของ เจ้าชายคาหลิด บิน ซัลมาน เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำสหรัฐอเมริกา ใจความสำคัญก็คือ จามาล คาช็อกกี เป็นพลเรือนซาอุฯซึ่งหายตัวไป “หลังจาก” ออกมาจากสถานกงสุลซาอุฯในนครอิสตันบุล!
และประกาศจะ “ติดตามเบาะแสทุกอย่างซึ่งจะนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปครั้งนี้”
ปัญหาก็คือ ไม่เพียงทางการตุรกีจะเชื่อไปอีกทาง สื่อมวลชนทั้งในตุรกีและในสหรัฐ กลับนำเสนอข้อมูลและหลักฐานบ่งชี้ไปในทิศทางที่สวนทางกับคำอธิบายของซาอุฯ
และยิ่งพิสดารพันลึกมากขึ้นตามลำดับ
หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียว รอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวใน “สำนักงานตำรวจ” ของตุรกี ระบุว่า ทางตำรวจ “เชื่อว่า” คาช็อกกีเสียชีวิตแล้ว เป็นการเสียชีวิตอยู่ “ภายใน” สถานกงสุลและถูก “ฆาตกรรม” โดยน้ำมือของ “บุคคล” ของทางการซาอุฯ
ต่อด้วยการที่สื่อท้องถิ่นหลายสำนัก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ซาบาห์ ของตุรกี เปิดเผยข้อมูลของ “กลุ่มคนลึกลับ” 15 คน ที่เดินทางจากซาอุฯเข้ามายังตุรกีในตอนเช้าวันเดียวกันนั้น
9 คนแรกเดินทางมาด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว อีก 6 คนเดินทางด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ ทั้งหมดใช้พาสปอร์ต “ทูต” ของทางการซาอุฯ แยกกัน “เช็กอิน” เข้าพักที่โรงแรม 2 แห่ง คือ โรงแรมโมเวนพิค กับโรงแรมวินด์แฮม ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกับสถานกงสุล และเดินทางเข้าสถานกงสุลในเวลาไล่เลี่ยกับที่จามาล คาช็อกกี เดินทางมาถึง
แหล่งข่าว “ด้านความมั่นคง” ของตุรกี บอกกับรอยเตอร์ในเวลาต่อมาว่า คนทั้งหมดกลับออกมาจากสถานกงสุลหลังจากใช้เวลา “ชั่วเวลาหนึ่ง” อยู่ภายในสถานกงสุล แยกกันเดินทางด้วยรถยนต์ 2 คัน ที่ใช้ทะเบียนทูต เดินทางสู่สนามบิน แล้วเดินทางกลับออกนอกตุรกี
แต่ในเวลาเดียวกับที่รถยนต์ทั้งสองเดินทางออกไปนั้น มีรถคันที่ 3 เดินทางออกจากสถานกงสุล แต่ไม่ได้มุ่งหน้าไปสนามบิน กลับบ่ายหน้าไปในทิศทางตรงกันข้าม
ซาบาห์ถึงกับระบุตัวบุคคลที่อยู่ในขบวนการลึกลับนี้ออกมาในเวลาต่อมาว่า ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของซาอุฯ อีกส่วนหนึ่งเป็นทหาร มีอยู่ 1 รายที่ถูกระบุทั้งชื่อทั้งอาชีพประจำไว้ว่า เป็น “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติวิทยาศาสตร์ของซาอุฯ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี”
ข้อสรุปของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงตุรกีหลายนายที่บอกกับรอยเตอร์ตรงกันก็คือ
“เรื่องนี้ลึกลับมากเกินไป เจ้าหน้าที่การทูตเดินทางมาด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เข้าพักในตุรกีเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วเดินทางกลับ ง่ายมากที่คนเหล่านี้จะผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สนามบินเข้า-ออก เพราะใช้เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต”
ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น “แหล่งข่าว” ของสื่อหลายสำนักก็ให้ข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปว่าเกิดอะไรขึ้น ที่น่าสนใจก็คือรายงานข่าวที่ปรากฏในนิวยอร์กไทมส์ ที่ระบุชัดเจนว่า จามาล คาช็อกกี ถูกฆ่าภายในสถานกงสุล แล้วมีการจัดการ “แยกชิ้นส่วนศพ” จัดลงกล่องเพื่อลำเลียงออกจากสถานกงสุล
แหล่งข่าวของรอยเตอร์ที่เป็นชาวซาอุฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่าได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของอังกฤษที่คุ้นเคยกัน ให้ความเห็นว่า “เชื่อว่า” บุคคลทั้ง 15 คนคือทีม “ไล่ล่า” ของทางการซาอุฯที่พยายามจะ “วางยาสลบ” จามาล คาช็อกกี ในสถานกงสุล แต่เกิด “อุบัติเหตุ” ซึ่งนำไปสู่ “การได้รับยาเกินขนาด” จนเสียชีวิตในที่สุด
คำถามที่ถามกันต่อมาหลังจากที่สื่อเกือบทั้งหมดสรุปความไปในทิศทางเดียวกันว่า จามาล คาช็อกกี เสียชีวิตแล้ว ก็คือ ทำไมถึง “ต้องฆ่า” และใครคือคนบงการในเรื่องนี้
10 ตุลาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ระบุออกมาชัดเจนเป็นรายแรกว่า
บุคคลสั่งการให้สังหารจามาล คาช็อกกี คือ “เจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน” องค์มกุฎราชกุมารผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในซาอุดีอาระเบียในเวลานี้
แต่ทำไม และจะส่งผลสะเทือนอย่างไรต่อมา คงต้องยกยอดไปว่ากันต่อในสัปดาห์หน้าครับ

