185 ปีแห่งสัมพันธ์ “ไทย-สหรัฐ”

15.10.18 | 02:30 น.

185 ปี เป็นเวลาอันยาวนานไม่น้อย ยิ่งเมื่อคิดว่านี่คือระยะเวลาแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ หลังการลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2376 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย แต่หากจะนับจากช่วงเวลาที่มีการส่งจดหมายติดต่อกันเป็นครั้งแรกคือเมื่อปี 2361 จากพระยาสุริยวงศ์มนตรี(ดิศ บุนนาค) ไปยังประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร การสืบสานความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ ก็ยืนยาวมาถึง 200 ปีแล้ว

เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญดังกล่าว เมื่อเดือนมีนาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐได้จัดงาน “ของขวัญแห่งมิตรภาพ : ราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2361-2561” ขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบ 200 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีการรวบรวมสิ่งของพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ รวมถึงเอกสารสำคัญและของขวัญต่างๆ ที่เก็บรวมรวมไว้ในสหรัฐ รวมถึงสถาบันของไทยมาจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้เห็น ซึ่งถือเป็นนิทรรศการที่ได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ขณะที่ในส่วนของไทย ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญ 185 ปีแห่งความสัมพันธ์ขึ้นมากมาย ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันที่มีอยู่ในหลากมิติ ทั้งในมิติความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชนผ่านการเชิญทายาทแฝดสยามอิน-จันคืนถิ่น ซึ่งมีทายาทแฝดอิน-จัน เดินทางมาเยือนไทยพร้อมกันมากที่สุดเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในด้านวิชาการภายใต้โครงการส่งเสริมความร่วมมือเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เพื่อสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ความร่วมมือระหว่างกันเมื่อราว 50 ปีก่อน ทำให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงของไทยกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2535 นอกจากนี้ยังมีการนำผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันสมิธโซเนียนมาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ให้กับไทยอีกด้วย

Advertisement

สองโครงการดังกล่าวข้างต้น เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความความสัมพันธ์ในภาคประชาชนที่สืบเนื่องยาวนานระหว่างไทย-สหรัฐ และความร่วมมือในด้านวิชาการที่ช่วยเพิ่มพูนความองค์ความรู้เกี่ยวกับงานด้านโบราณคดีในไทย จนสร้างชื่อเสียงโด่งดังไกลไปทั่วโลก ซึ่งเชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์อันมีลักษณะพิเศษระหว่างประเทศที่อยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก

นอกจากโครงการต่างๆ ในไทยแล้ว เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับหอสมุดรัฐสภาสหรัฐ และสภาธุรกิจสหรัฐ – อาเซียน จัดงานเลี้ยงรับรองฉลองสองศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐ ภายในอาคารโทมัส เจฟเฟอร์สัน ของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐ

ความพิเศษของงานดังกล่าว เริ่มตั้งแต่สถานที่ที่เลือกใช้ในการจัดงาน ซึ่งเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมื่อปี 2503 และได้พระราชทานเครื่องดนตรีไทยจำนวน 10 ชิ้น ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงภายในงาน โดยมีวงเครื่องสายเครื่องเดี่ยวจากโรงเรียนวัดไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้มาบรรเลงเพลงไทยเดิมขับกล่อมผู้ร่วมงาน ขณะที่วงดนตรีแจ๊ส จอห์น มาร์ติโน คอร์เทท ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาแสดงเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางดนตรี และเฉลิมฉลองมิตรภาพรวมถึงความสัมพันธ์อันยาวนานถึงสองศตวรรษระหว่างไทยและสหรัฐ

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปเป็นประธานฝ่ายไทยในงานเลี้ยงรับรองครั้งสำคัญนี้กล่าวว่า สองศตวรรษก่อน ไทยและสหรัฐได้มีการติดต่อกันเป็นครั้งแรก นับจากนั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ขยายตัวเพิ่มพูนและลึกซึ้งขึ้นในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการศึกษา ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างกันเป็นผลมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ความร่วมมือของเรามีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนโดยประชาชน และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนสองประเทศ

ในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญาไมตรีฯ เราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องเสรีภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไกลไปกว่านั้น ทหารของเราร่วมรบเคียงข้างกันในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และยังคงฝึกซ้อมรบร่วมกันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในหลายมิติที่จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และค่านิยมที่เรายึดถือร่วมกัน เราเดินอยู่เคียงข้างกันในประวัติศาสตร์ และจะเดินเคียงข้างกันไปสู่อนาคตของอินโด-แปซิฟิก

ไทยและสหรัฐยังคงทำงานร่วมกันในการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ปัจจุบันนักลงทุนไทยเข้ามาลงทุนในสหรัฐคิดเป็นมูลค่าถึง 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 23 รัฐ ซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 68,000 ตำแหน่งในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ อาหาร เกษตรกรรม ยานยนต์ ปิโตรเคมี และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

รัฐมนตรีช่วยวีระศักดิ์ยังกล่าวติดตลกว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐเป็นประเทศแรกในเอเชีย แต่การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีสหรัฐ แจ้งพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานช้างให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งในอดีตช้างเป็นดั่งยุทธภัณฑ์สำคัญในการรบ ไทยจึงอาจจะถือเป็นชาติแรกที่ได้เสนอความช่วยเหลือทางทหารให้กับสหรัฐอีกด้วย คำกล่าวเปรียบเทียบดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

แขกคนสำคัญกว่า 250 คนได้มาเข้าร่วมในงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้น อาทิ นางแมรี รอยซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายการศึกษาและกิจการวัฒนธรรม นางลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ นายเทด โยโฮ ส.ส.รัฐฟลอริดาและประธานคณะอนุกรรมาธิการฝ่ายกิจการเอเชียและแปซิฟิกของสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ ผู้แทนระดับสูงของรัฐสภา หน่วยงานราชการและเอกชนสหรัฐ และผู้บริหารสถาบันชั้นนำของไทยและสหรัฐ รวมทั้งผู้บริหารภาคธุรกิจเอกชนไทยรายสำคัญที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐ ขณะที่ในส่วนของไทย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และนางอลิซาเบธ ภริยา ข้าราชการจากสถานเอกอัครราชทูตและกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันทำหน้าที่เจ้าภาพในงานซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น

นอกจากงานเลี้ยงรับรองดังกล่าวแล้ว ท่านทูตวีรชัยยังถือโอกาสนำคณะนักธุรกิจที่ไปลงทุนในสหรัฐซึ่งเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงรับรอง เข้าพบและหารือกับสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในรัฐที่บริษัทของไทยได้เข้าไปลงทุนอยู่ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำหรับการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกันได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดทั้งมวลนี้สะท้อนความจริงเช่นที่รัฐมนตรีช่วยวีรศักดิ์สรุปไว้ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ลึกซึ้ง และรอบด้านอย่างแท้จริง