เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์ไชนาเดลีอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรชี้ว่า อัตราการเกิดของจีนมีแนวโน้มจะลดลงอีกในปีนี้ รวมไปถึงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แม้ว่าในปีค.ศ.2016 ทางการจีนจะผ่อนปรนนโยบายลูกโทนที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคมในอดีตที่ผ่านมาลงไปอย่างมากแล้วก็ตาม
ไชนาเดลีอ้างความเห็นของนายไจ๋ เจิ้นอู่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศึกษา จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน บอกว่า แม้อัตราการเกิดของจีนในปี 2016 จะอยู่ในระดับสูงสุดนับจากปีค.ศ.2000 เป็นต้นมา แต่ในปีที่แล้วอัตราการเกิดของจีนได้ลดลงไป 3.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ข้อมูลในระดับภูมิภาคยังเผยให้เห็นแนวโน้มอัตราการเกิดจะยิ่งลดลงไปอีกในปี 2018 นี้ เฉพาะในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศที่เป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด มีอัตราการเกิดในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ลดลงไป 12.8 เปอร์เซ็นต์ และผลสำรวจของโรงพยาบาลต่างๆในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ยังแสดงให้เห็นถึงอัตราการเกิดในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ไชนาเดลีระบุว่า จากความห่วงกังวลที่มีต่อแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจีน ส่งผลให้ในปี 2016 รัฐบาลจีนยอมผ่อนปรนนโยบายลูกโทนที่บังคับใช้มาเป็นเวลานานเกือบ 4 ทศวรรษ ด้วยการอนุญาตให้คู่สามีภรรยามีบุตรได้ 2 คน และการผ่อนคลายนโยบายคุมเข้มประชากรดังกล่าวยังสะท้อนได้จากเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการสาธารณสุของจีนได้ประกาศจะยุบสำนักงานวางแผนครอบครัวลงในปีนี้ ขณะที่มีรายงานเมื่อต้นปีนี้ว่าจีนมีแผนที่จะยกเลิกมาตรการจำกัดการมีบุตรที่มีอยู่ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ด้วย
นอกจากนี้เมื่อต้นปีนี้มณฑลเหลียวหนิงยังประกาศว่ากำลังพิจารณาที่จะเสนอมาตรการจูงใจให้สามีภรรยาชาวจีนมีบุตรให้มากขึ้น ในขณะที่ประชากรในมณฑลเหลียวหนิงแห่งนี้ลดลงสวนทางกับประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในปีที่แล้วถึง 3.6 เปอร์เซ็นต์
ด้านข้อมูลของสมาคมความมั่นคงทางสังคมของจีน ซึ่งเป็นองค์กรด้านการวิจัย เผยแพร่ในปีที่แล้วคาดการณ์ว่าประชากรผู้สูงอายุของจีนจะเพิ่มขึ้นไปถึง 400 ล้านคนภายในปีค.ศ.2035 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากในปีนี้ที่มีอยู่ราว 240 ล้านคน ที่จะส่งผลให้กองทุนประกันสังคมและเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุของจีนจะต้องแบกรับภาระหนักขึ้น

