คอลัมน์ People In Focus: ชาอีร์ โบลโซนาโร ทรัมป์แห่งบราซิล

1.11.18 | 16:17 น.

ชาอีร์ โบลโซนาโร นักการเมืองจากพรรคเสรีนิยมสังคม (พีเอสแอล) ผงาดคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิล ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา

โบลโซนาโร นักการเมืองขวาจัดของบราซิลที่บางครั้งถูกเรียกว่า “ทรัมป์เขตร้อน” ด้วยเพราะแนวทางการนำเสนอตัวตนที่คล้ายคลึงกัน จากวาจาที่เผ็ดร้อน อื้อฉาว เช่น การแสดงความชื่นชมรัฐบาลเผด็จการทหารในช่วงปี 1964-1985

รวมไปถึงการพูดถึงนักการเมืองหญิงผู้หนึ่งว่า “ไม่คุ้มที่จะข่มขืน” หรือ การให้สัมภาษณ์ว่าตนยอมให้ลูกชายเสียชีวิตในอุบัติเหตุเสียดีกว่าที่ลูกจะเป็นเกย์ เป็นต้น

นักการเมืองวัย 63 ปีสร้างภาพตนเองขึ้นมาในฐานะ “คนนอก” ที่พร้อมจะเข้ามาล้มกลุ่มอำนาจเก่าเช่นเดียวกับทรัมป์ ทว่า โบลโซนาโร แตกต่างจากทรัมป์ ตรงที่เขาเป็นนักการเมืองมาอย่างยาวนานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 7 สมัย

ด้วยประวัติที่ไม่เคยถูกโยงเข้ากับ “การทุจริต” ซึ่งเป็นเหตุผลให้ชาวบราซิลรู้สึกเกลียดชังนักการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “โบลโซนาโร” หาเสียงด้วยนโยบายปราบปรามทุจริต รวมไปถึงการปราบปรามอาชญากรรมที่เกาะกินประเทศด้วยการประกาศผ่อนคลายกฎหมายควบคุมการครอบครองอาวุธปืน

Advertisement

โบลโซนาโร ผู้มาพร้อมกับนัยตาสีฟ้า มีชื่อในด้านความแข็งแรงของร่างกายผลจากการเคยรับใช้ชาติมาก่อน ทำให้ได้รับฉายาว่า “ม้าใหญ่” นอกจากนี้ยังมีฉายาว่า “ตำนาน” หลังจากรอดตายจากการถูกแทงระหว่างการหาเสียงเมื่อเดือนก่อน

โบลโซนาโร มีลูกชาย 4 คน ในจำนวนนี้ 3 คนเป็นนักการเมือง และลูกสาวอีก 1 คน ที่ โบลโซนาโร เองกลับระบุว่าเป็น “จุดอ่อน” ของตน

เกิดในปี 1955 ในครอบครัวคาทอลิกที่มีรากเหง้ามาจากประเทศอิตาลี โบลโซนาโร เข้าร่วมเป็นทหารพลร่มในกองทัพบราซิล ก่อนเริ่มงานด้านการเมืองในปี 1988 ในฐานะสมาชิกสภานครรีโอเดจาเนโร

สองปีต่อมา โบลโซนาโร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ในตำแหน่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เช่นเดียวกับทรัมป์ “โบลโซนาโร” ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคธุรกิจ รวมถึงกลุ่มการเกษตร ผลจากการให้คำมั่นว่าจะให้ความสำคัญกับการเกษตรก่อนเรื่องของสิ่งแวดล้อม สร้างความหวาดหวั่นให้กับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่น้อย

ขณะที่กลุ่มชาวคริสต์นิกายคาทอลิกชื่นชอบนโยบายด้านสังคมแบบอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตามบางส่วนก็ไม่ยอมรับ “โบลโซนาโร” ด้วยเหตุผลเพราะเขามีลูก 5 คน จากภรรยา 3 คนด้วยกัน

จากนี้คงต้องติดตามว่า “บราซิลยุคใหม่” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีขวาจัดจะเป็นไปในแนวทางใด