‘นิวคาเลโดเนีย’ เมินอิสรภาพ ลงประชามติอยู่ใต้ปกครองฝรั่งเศสต่อ

5.11.18 | 12:39 น.

ประชาชนบนเกาะนิวคาเลโดเนีย ดินแดนภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสลงมติปฏิเสธการเป็นอิสรภาพจากฝรั่งเศส ในการลงประชามติ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


รายงานระบุว่ามีผู้มีสิทธิลงคะแนนออกมาใช้สิทธิคิดเป็นสัดส่วน 81 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 175,000 คน โดย 56.4 เปอร์เซ็นต์เลือกที่จะอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสต่อไป ขณะที่อีก 43.6 เปอร์เซ็นต์ต้องการอิสรภาพ

รายงานระบุด้วยว่าแม้การลงประชามติจะผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อยแต่ก็เกิดความรุนแรงขึ้นบางจุดหลังปิดคูหาลงคะแนนในกรุงนูเมีย เป็นเหตุเผาร้านค้านและปิดถนนโดยกลุ่มผู้ประท้วงบางส่วน

Advertisement

ด้านนายเอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ระบุว่าตนภาคภูมิใจมากที่ฝรั่งเศสและนิวคาเลโดเนียสามารถผ่านย่างก้าวแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไปด้วยกันได้ และว่า ผลการลงประชามติแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในสาธารณรัฐฝรั่่งเศส

เกาะนิวคาเลโดเนีย เกาะที่มีประชากร 268,000 คนนั้นเป็นแหล่งนิกเกิล โลหะสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิลเล็กทรอนิก ขนาดใหญ่ ซึ่งฝรั่งเศสมองว่าเป็นสินทรัพย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค

ฝรั่งเศสเข้ายึดครองนิวคาเลโดเนียครั้งแรกในปี 1853 โดยในปี 1980 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นระหว่างกำลังทหารฝรั่งเสสและชนเผ่าคานัคส์ ชนเผ่าพื้นถิ่นที่คิดเป็น 39.1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด

โดยจุดสูงสุดของความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนคานัคส์ สังหารสารวัตรทหารฝรั่งเศส 4 นายและจับอีก 23 นายเป็นตัวประกันในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ฝรั่งเศสส่งกำลังบุกจู่โจมซึ่งส่งผลให้มีชาวคานัคส์เสียชีวิต 19 รายและทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 2 นาย

ในปี 1988 ตัวแทนจากกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการเป็นอิสรภาพเห็นชอบร่วมกันที่จะยุติความรุนแรงและกำหนดให้มีการจัดลงคะแนนเสียงประชามติขึ้น

ทั้งนี้การลงคะแนนโหวต “โน” ในการลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลให้การเดินหน้าสู่การเป็นอิสรภาพสิ้นสุดลงเนื่องจากสามารถมีการจัดการลงประชามติขึ้นอีก 2 ครั้งในอนาคตก่อนปี 2022 โดยหากมีการโหวต “เยส” จะทำให้นิวคาเลโดเนีย เป็นดินแดนในปกครองฝรั่งเศสที่แยกตัวออกไป หลังจากก่อนหน้านี้ จีบูติ และวานูอาตู ได้แยกตัวไปก่อนแล้วในปี 1977 และ 1980 ตามลำดับ