
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีพาณิชย์ และนาย ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริการ่วมกันแถลงข่าวว่า ทางการสหรัฐอเมริกากลับมาใช้มาตรการแซงก์ชันทางการเงินต่ออิหร่านทั้งหมดที่เคยยกเลิกไปในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตั้งแต่เวลา 08.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับเวลา 20.30 น.ของวันเดียวกันนี้ตามเวลาในประเทศไทย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เหตุผลว่า เพื่อสกัดโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน รวมทั้งจำกัดอิทธิพลทางการเมืองและการทหารของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางลง นอกจากนั้นยังเพิ่มมาตรการในการแซงก์ชันเพิ่มเติมอีก 300 รายการ ซึ่งรวมถึงการส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกของอิหร่าน, การรับประกันภัยเรือขนส่งสินค้าให้อิหร่านและภาคธุรกิจธนาคารอีกด้วย
อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกากำหนดให้ 8 ประเทศอยู่ในข่ายยกเว้นไม่ต้องถูกลงโทษตามมาตรการแซงก์ชันชั่วคราวในกรณีนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึง จีน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และตุรกี ซึ่งเป็นชาติที่นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านสูงสุดด้วย ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะผันผวนขึ้นกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ภายใต้ความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบีย
มาตรการยกเว้นดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่อ่อนตัวลงจากปัญหาปริมาณน้ำมันสำรองและปัญหาความต้องการน้ำมันอยู่ก่อนแล้วมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนท์ลดลงไปอีก 42 เซนต์ เมื่อเวลา 10.48 น. ในวันเดียวกันนี้มาอยู่ที่ 72.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบชนิด เวสต์เท็กซัส อินเตอร์มิเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) ลดลง 35 เซนต์มาอยู่ที่ 62.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงจากระดับเมื่อเดือนตุลาคมแล้วถึง 15 เปอร์เซ็นต์
