เอเอฟพี รายงานอ้างศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา หรือซีดีซี เปิดเผยว่า อัตราการเกิดในแม่วัยรุ่นที่สหรัฐอเมริกาทำสถิติ “ลดฮวบ” ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยมีมา อันเป็นผลพวงมาจากการลดลงของอัตราการตั้งครรภ์ในแม่วัยรุ่นเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน และแม่วัยรุ่นชาวละตินอเมริกัน ที่มีตัวเลขลดลงอย่างมาก และผลจากความสำเร็จของการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด และโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์แก่กลุ่มวัยรุ่น
จากรายงานระบุว่า อัตราการเกิดในกลุ่มหญิงสาวอายุระหว่าง 15-19 ปีในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 2534-2557 ลดลงถึง 61 % จากสัดส่วนอัตราการตั้งครรภ์ 61.8 รายต่อ 1,000 รายเหลือเพียง 24.2 รายต่อ 1,000 ราย
“นี่เป็นอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้และจากตัวเลขสถิติทั่วประเทศจากปี 2549-2557 พบว่าอัตราการเกิดในแม่วัยรุ่นลดลง 41%” ข้อความตอนหนึ่งในรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้กลุ่มแม่วัยรุ่นที่มีอัตราการเกิดลดลงมากที่สุดได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นเชื้อสายละตินอเมริกัน ที่มีอัตราการเกิดลดลง 51% ตามด้วยกลุ่มแม่วัยรุ่นผิวสี 44 % และ กลุ่มแม่วัยรุ่นผิวขาว 35%
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาก็เน้นย้ำว่า อัตราการเกิดในแม่วัยรุ่นชาวละตินอเมริกันและคนผิวสีก็ยังคงสูงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มแม่วัยรุ่นผิวขาว และปัญหาเรื่องความแตกต่าง ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจก็ยังคงมีอยู่
ทอม ไฟร์เดน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า สหรัฐอเมริกามีความก้าวหน้าในการลดอัตราการเกิดในแม่วัยรุ่น และความแตกต่างทางสีผิว เชื้อชาติอย่างเห็นได้ชัด แต่ความจริงก็คือ ยังมีเด็กวัยรุ่นอเมริกันจำนวนมากที่กำลังตั้งครรภ์ และเมื่อแม่วัยรุ่นให้กำเนิดลูก ทั้งแม่และทารกน้อยมีโอกาสอย่างมากที่จะต้องเผชิญปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมที่จะตามมา โดยแต่ละปีอัตราการเกิดในแม่วัยรุ่น ทำให้สหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายปีละราว 9.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 แสนล้านบาท
“การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และแม่เด็กก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจหลายอย่าง แม่วัยรุ่นส่วนมากมักไม่ได้รับการดูแลระหว่างตั้งครรภ์ที่ดีพอ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตั้งครรภ์” เจนนิเฟอร์ หวู สูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาลเลน็อกซ์ ฮิลล์ ในนิวยอร์กกล่าว

