การรับตำแหน่งประธานอาเซียนเป็นการรับตำแหน่งโดยเรียงตามลำดับตัวอักษร ที่ผ่านมาเรื่องการรับตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยไม่เคยเป็นประเด็นที่มีชาติใดตั้งคำถาม ไม่ว่าจะในเวทีไหน ทุกประเทศให้การสนับสนุนเพราะเป็นสิ่งที่ถูกระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียนอยู่แล้ว สำหรับไทยเราได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับหน้าที่ประธานอาเซียนมาล่วงหน้า 2-3 ปีแล้ว

การที่ไทยจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าก็ไม่เป็นประเด็นเช่นกัน เพราะในยุคปัจจุบัน การทำหน้าที่ประธานอาเซียนต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างประธานในปัจจุบันกับประธานปีหน้า ทั้งระหว่างสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประธานปีนี้กับไทย ซึ่งจะรับตำแหน่งในปีหน้า และไทยกับเวียดนาม ซึ่งจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนปีต่อไป เพื่อให้การทำหน้าที่ประธานอาเซียนมีความต่อเนื่อง
ประเด็นที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญในปีนี้ ไม่ว่าจะสมาร์ทซิตี้ หรือนวัตกรรม ไทยก็จะทำต่อ เพราะทุกเรื่องถือเป็นผลประโยชน์ของภูมิภาค โดยจะมีการเพิ่มการเชื่อมโยงในบางประเด็นให้มากขึ้น อย่างเรื่องสมาร์ทซิตี้เราจะเพิ่มความเชื่อมโยงในเรื่องความยั่งยืนและนวัตกรรมเข้าไปด้วย ขณะที่ในเรื่องความยั่งยืนเราไม่ได้พูดถึงแค่ประเด็นด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมถึงมิติด้านความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งไปสู่อนาคต
โลกยุคดิจิตอล เราไม่สามารถทำอะไรได้ตามลำพัง ต้องร่วมมือกับประชาคมโลก จึงเป็นที่มาของ connecting the connectivity ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วว่าการสร้างความเชื่อมโยงเป็นเรื่องดี แต่ขณะนี้การสร้างความเชื่อมโยงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการสร้างความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกด้วย ไม่ว่าจะในกรอบหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง(บีอาร์ไอ)ของจีน และขณะนี้เรายังหารือกับญี่ปุ่นในเรื่องการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันด้วย รวมถึงนโยบาย Act East ของอินเดียที่ประกาศว่าจะทำเส้นทางเชื่อมโยงจากอินเดียเข้ามายังพม่า ผ่านไทย ไปยังกัมพูชาและเวียดนามให้สำเร็จภายในปีหน้า ทั้งหมดนี้ยังเชื่อมเข้ากับการสร้างความเชื่อมโยงภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(แอคเมคส์) อีกด้วย
ที่สุดแล้วความเชื่อมโยงดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายใต้กรอบใด ชื่อเรียกใดไม่สำคัญ ที่สำคัญคือตัวเส้นทาง และแนวคิดหลักคือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันให้กว้างไกลออกไป
นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมโยงแล้ว เราต้องดูเรื่องชายแดนด้วย ในปีหน้าที่ไทยเป็นประธานอาเซียนเรายังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อดูในเรื่องการบริหารจัดการชายแดนไปควบคู่กัน ท่านนายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับประเด็นที่ถือเป็นประเด็นระดับโลก อาทิ ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติ
ในปีหน้าที่ไทยรับหน้าที่ประธานอาเซียน จะมีการตั้งศูนย์อาเซียนขึ้นทั้งหมดรวม 7 ศูนย์ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน และยังจะช่วยรักษาเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในการผลักดันประเด็นต่างๆ ที่ถือเป็นผลประโยชน์ของเราให้มีความยั่งยืนต่อไปอีกด้วย(ดูในล้อมกรอบ)
กล่าวโดยสรุป การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีหน้า เราจะเน้นเรื่องความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์เรื่องการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มองไปสู่อนาคต โดยเราอยู่ร่วมกับประชาคมโลก บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง
ตลอดปีหน้าที่ไทยเป็นประธานอาเซียน เราจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมทั้งหมด 178 การประชุมเป็นอย่างน้อย มีการประชุมระดับรัฐมนตรีทั้งหมด 11 สาขา และประชุมระดับผู้นำอีก 2 ครั้ง ตามนโยบายของรัฐบาลเราจะจัดการประชุมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองรองต่างๆ จึงขอเชิญชวนคนไทยให้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดีตลอดทั้งปี เพราะเราถือว่าคนไทยทุกคนเป็นเจ้าภาพในการประชุมอาเซียนร่วมกัน เพราะโอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 10 ปี และการประชุมอาเซียนก็มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคนนั้นเอง
————-
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในโอกาสที่ประเทศไทยโดยท่านนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยต่อจากสิงคโปร์ในวันนี้ ในช่วงสิ้นสุดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 33 ที่สิงคโปร์ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมภาคภูมิใจและเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 ธันวาคม 2562
การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีหน้านี้ จะนำประโยชน์มาสู่ประเทศไทยและคนไทยในหลายด้าน สำหรับประเทศไทย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน แสดงศักยภาพเรื่องการจัดประชุมนานาชาติ ตลอดจนผลักดันประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและสามารถมีบทบาทนำได้ รวมทั้งยังสามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาศักยภาพของประเทศในหลายด้าน เช่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้แข็งขันยิ่งขึ้น
พี่น้องประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพตลอดทั้งปี เพราะจะมีการประชุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมและนักท่องเที่ยวได้มารู้จักเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน
คนไทยก็จะได้รู้จักและต้อนรับชาวต่างชาติมากขึ้นด้วย เป็นการเสริมสร้างโอกาสในการติดต่อขยายความร่วมมือทั้งในด้านเศรษฐกิจและในระดับประชาชน รวมทั้งยังเป็นโอกาสให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นหลักที่ไทยผลักดัน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน การรับมือกับภัยพิบัติและภัยคุกคามข้ามชาติ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความเชื่อมโยง และการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ
ในส่วนของภาครัฐ ได้มีการเตรียมการสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยมาอย่างต่อเนื่องโดยนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมระดับชาติในเรื่องนี้ไปแล้วหลายครั้ง และกระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อให้การเป็นประธานอาเซียนของไทยและการประชุมต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอดปีหน้า
————-
ศูนย์อาเซียนที่จะตั้งในประเทศไทย จะเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วงการดำรงตำแหน่ง
ประธานอาเซียนของไทย ปี 2562 ซึ่งจะช่วยคงไว้ซึ่งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยให้ยั่งยืนต่อไปรวม 7 ศูนย์
• ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Center of Military Medicine: ACMM)
• ศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาบุคลากร ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
(ASEAN-Japan Cybersecurity Capacity Building Centre: AJCCBC)
• คลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยของอาเซียนในประเทศไทย (Disaster Emergency Logistics System for ASEAN: DELSA) ที่จังหวัดชัยนาท
• ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation: ACAI)
• ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Center)
• ศูนย์ฝึกอบรมอาเซียนด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม (ASEAN Training Centre for Social Work and Social Welfare: ATCSW)
• ศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือเพื่อพัฒนาที่ยั่งยืน (ASEAN Centre for Sustainable Development Studies and Dialogue: ACSDSD)
—————
แนวคิดสาหรับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน
“ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” หรือ Advancing Partnership for Sustainability
ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการ 1. ‘การก้าวไกล’ (Advancing) อาเซียนต้องมองและก้าวไปด้วยกันสู่อนาคตอย่างมีพลวัต ใช้ประโยชน์ จากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่ ไปกับการสร้างระบบภูมิคุ้มกันจากเทคโนโลยีก้าวกระโดด และความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต
2. ‘การร่วมมือ ร่วมใจ’ (Partnership) ผ่านการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนภายในอาเซียนและกับประเทศ คู่เจรจาและประชาคมโลกโดยการเสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนพลัสวันและโครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาค ที่มีอาเซียนเป็นแกนกลาง เพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ โดยคำนึงถึงความสมดุลและประโยชน์ ต่อประชาชน และเพิ่มบทบาทของอาเซียนในเวทีโลกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสาคัญของโลก ทั้งนี้ตัวขับเคลื่อนสาคัญสำหรับอาเซียนคือการส่งเสริมความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การเชื่อมโยงประชาชน โดยเฉพาะในบริบทของปีวัฒนธรรมอาเซียน ค.ศ. 2019 รวมถึงการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ ความเชื่อมโยงต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อก้าวไปสู่อําเซียนที่ไร้รอยต่อ (Seamless ASEAN)
3. ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) สร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงที่ยั่งยืน ความยั่งยืนด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว

ตราสัญลักษณ์ (logo) สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทย ซึ่งผู้ออกแบบใช้ “พวงมาลัย” เป็นแรงบันดาลใจ จากแนวคิดว่า คนไทยนิยมใช้พวงมาลัยในงานมงคล เป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับและให้เกียรติผู้มาเยือน โดยการออกแบบได้ผสมผสานงานศิลปะที่สะท้อนถึงความเป็นไทยกับมิติของความทันสมัย “ดอกไม้” ซึ่งนำมาร้อยเรียงเป็น “พวงมาลัย” สื่อถึงประชาชนของประชาคมอาเซียน ที่มีความร่วมมือกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน “อุบะมาลัย” เป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นด้านบน เห็นเป็นรูปลูกศรที่พุ่งทะยานขึ้น สะท้อนถึงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย สีหลักที่ใช้ในผลงานได้รับเเรงบันดาลใจมาจากสีเปลือกมังคุด ซึ่งเป็นสีโทนไทย ซึ่งได้ปรับโทนสีให้มีความทันสมัยและเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน

