สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นายปีเตอร์ โอนีล นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี เปิดเผยว่า ปาปัวนิวกินี ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่กรุงพอร์ทมอร์สบี จำเป็นต้องเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมของผู้นำเพื่อปิดการประชุมสุดยอดเอเปคอย่างเป็นทางการหลังปิดการประชุมไปแล้ว หลังจาก 21 ชาติสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้ในถ้อยคำและกรอบเนื้อหาของถ้อยแถลงดังกล่าว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเอเปค
อย่างไรก็ตาม นายโอนีล กล่าวในการแถลงข่าวปิดประชุมครั้งนี้ไว้ด้วยว่า เอเปคกำลังดำเนินความพยายามเพื่อให้มีหลักประกันว่ากลุ่มจะดำเนินการค้าที่ “เปิดกว้างและมีเสรี” ภายในปี 2020 และระบุว่า ปัญหาขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนจนทำให้ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมของผู้นำได้ก็คือเรื่ององค์การการค้าโลก(ดับเบิลยูทีโอ)และประเด็นการปฏิรูปดับเบิลยูทีโอ ซึ่งเป็นเรื่องนอกกลุ่มเอเปคแท้ๆ ทำให้จำเป็นต้องเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวหลังปิดการประชุมโดยอาศัยความเป็นเจ้าภาพในการเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ คณะเจ้าหน้าที่ซึ่งจัดเตรียมร่างแถลงการณ์ร่วม ยอมรับว่า การจัดทำร่างแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ยากลำบากเป็นพิเศษในการกำหนดกรอบและการเลือกใช้ถ้อยคำสำหรับแถลงการณ์ร่วมปิดการประชุมซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของทุกๆ ฝ่าย ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแย่งกันเสนอตัวลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างด้านสาธารณูปโภคแข่งขันกันระหว่างกลุ่มชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและจีนที่นำเสนอตามแผนโครงการความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือบีอาร์ไอ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศซึ่งเปิดฉากทำสงครามการค้าซึ่งกันและกันอยู่ในเวลานี้
ความขัดแย้งด้านการค้าทำให้การจัดทำร่างแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้มีปัญหามากเป็นพิเศษ นาย ริมบิงค์ ปาโต รัฐมนตรีต่างประเทศปาปัวนิวกินี ยอมรับว่า ได้ปฏิเสธการขอเข้าพบของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน โดยอ้างว่า ไม่ได้มีการเตรียมการที่จำเป็นสำหรับการพบหารือดังกล่าวไว้ล่วงหน้า ในขณะที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จีนพยายามเข้าพบเจ้าภาพเกี่ยวกับประเด็นเรื่องถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ โดยนายปาโตระบุว่า จะพยายามเจรจาโน้มน้าวทั้ง 2 ฝ่ายให้มากที่สุดเพื่อให้แถลงการณ์ร่วมผ่านมาออกให้ได้

