
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ฮัสซัน อัล คอนทาร์ หนุ่มผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย วัย 36 ปี ซึ่งปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในอาคารผู้โดยสาร 2 ของสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มานานถึง 7 เดือน จนถูกเปรียบเหมือนตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ เทอร์มินอล” รับบทโดยทอม แฮงค์ เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วนั้น ได้รับการช่วยเหลือให้ได้ลี้ภัยในประเทศแคนาดาแล้ว โดยเจ้าตัวกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
เรื่องราวของนายคอนทาร์กลายเป็นข่าวโด่งดังหลังจากเจ้าตัวโพสต์รูปของตนเองลงบนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ที่เขาติดอยู่มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาหลังจากถูกทางการมาเลเซียห้ามเข้าประเทศเนื่องจากวีซ่าท่องเที่ยวขาดและถูกห้ามเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ซึ่งนายคอนทาร์ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยอาหารที่ได้รับบริจาคจากทางสายการบิน และใช้ชีวิตกินอยู่นอน อาบน้ำซักเสื้อผ้าอยู่ภายในอาคารผู้โดยสารดังกล่าว ก่อนที่เขาจะถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียจับกุมตัวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซียระบุว่ากำลังประสานกับทางการซีเรียในการเนรเทศนายคอนทาร์กลับไปยังซีเรีย ทว่านายคอนทาร์ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากสมาคมมุสลิมบริติชโคลัมเบียและสมาคมแคนาดาแคริงของแคนาดา จนทำให้เขาได้รับสถานะผู้มีถิ่นพำนักถาวรจากทางการแคนาดาในที่สุด
ด้านนายคอนทาร์ได้ทวีตข้อความบนบัญชีทวิตเตอร์ของตนเองระบุว่า “ผมรู้ว่าผมดูเหมือนคนที่มาจากยุคหิน ยุคกลาง ผมขอโทษสำหรับสิ่งนี้ 8 ปีที่ผ่านมามันเป็นการเดินทางที่ยากลำบากและยาวนาน”
นอกจากนี้เจ้าตัวยังโพสต์คลิปวิดีโอบอกว่าเขากำลังแวะพักเครื่องที่ไต้หวันและกำลังจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนและสวดภาวนาเพื่อเขา
อย่างไรก็ดีหนุ่มผู้ลี้ภัยชาวซีเรียรายนี้ไม่ได้เป็นผู้ต้องการลี้ภัยคนแรกที่ติดอยู่ที่สนามบินเป็นเวลานานในระหว่างการหาที่ลี้ภัย ในปี 2558 ครอบครัวชาวอิรักครอบครัวหนึ่งได้ติดอยู่ที่สนามบินในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย นานกว่า 2 เดือน ในระหว่างการหาที่ลี้ภัยเช่นกัน ซึ่งระหว่างนั้นครอบครัวนี้อาศัยอาหารและน้ำดื่มจากผู้โดยสารที่นำมามอบให้
ทั้งนี้มีชาวซีเรียนับหลายล้านคนที่อพยพหนีออกนอกประเทศ เนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ครอบงำประเทศซีเรียมานานกว่า 7 ปี และยังเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 350,000 ราย
