
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า วงการแพทย์โลกฮือฮาหลังมีการเปิดเผยกรณีทารกเพศหญิงที่กำเนิดจากมารดาซึ่งได้รับการปลูกถ่ายมดลูกจากคนตาย ออกมาลืมตาดูโลกได้เป็นผลสำเร็จ โดยทารกมีสุขภาพแข็งแรงดี นับเป็นทารกรายแรกของโลกที่เกิดจากมดลูกที่ได้รับการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไปแล้ว
ทารกเพศหญิงรายนี้เกิดจากแม่ชาวบราซิล วัย 32 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคในกลุ่มอาการ “เมเยอร์-รอคิแทนสกี-คุสท์เนอร์-เฮาเซอร์” หรือ เอ็มอาร์เคเอช อันเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้ไม่มีการเจริญของมดลูกและช่องคลอด แต่แม่ชาวบราซิลรายนี้ได้รับการบริจาคมดลูกจากผู้บริจาคหญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นคุณแม่ลูก 3 อายุกว่า 40 ปี ที่เสียชีวิตลงจากเหตุเลือดออกในสมอง ซึ่งแม่ชาวบราซิลได้เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายมดลูกบริจาคดังกล่าวและเข้ารับการรักษาภาวะการมีบุตรยาก โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในปี 2016
ข่าวระบุว่า กรณีของแม่ชาวบราซิลรายนี้ แม้จะเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการเอ็มอาร์เคเอช ที่กลุ่มผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเพียง 1 ในผู้หญิงทุกๆ 4,500 คน ที่จะประสบโรคนี้ก็ตาม ทว่าแพทย์พบว่ารังไข่ของเธอยังอยู่ในภาวะที่ดี ทำให้แพทย์สามารถนำไข่ออกมาแล้วนำไปปฏิสนธิกับอสุจิของผู้เป็นพ่อและนำไปแช่แข็งไว้ได้ หลังจากนั้น แพทย์ได้ให้ยาเพื่อทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ชาวบราซิลรายนี้อ่อนแอลงเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบในร่างกายของผู้เป็นแม่ทำลายและปฏิเสธอวัยวะปลูกถ่าย
ราว 6 สัปดาห์ต่อมา แม่ชาวบราซิลรายนี้เริ่มมีประจำเดือน จากนั้นอีก 7 เดือนต่อมา แพทย์จึงนำไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วฝังในมดลูก กระทั่งทารกเพศหญิงที่เกิดจากมดลูกปลูกถ่ายจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว ได้คลอดออกมาดูโลกด้วยวิธีการผ่าคลอดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมปี 2017 ด้วยน้ำหนักตัวปกติที่ 6 ปอนด์ หรือ 2.5 กิโลกรัม
ที่ผ่านมามีกรณีของการปลูกถ่ายมดลูกที่ได้รับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย ซึ่งรวมถึงกรณีของแม่หลายรายที่บริจาคมดลูกให้กับลูกสาวตนเอง ในจำนวนนี้สามารถให้กำเนิดทารกได้ 11 ราย ขณะที่การปลูกถ่ายมดลูกที่ได้จากผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว จำนวน 10 กรณี แต่ทั้งหมดล้มเหลวหรือไม่ก็เกิดภาวะแท้งไป
ดอกเตอร์เซอร์ดจัน ซาโซ จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่า กรณีนี้นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สามารถใช้อวัยวะปลูกถ่ายจากกลุ่มผู้บริจาคได้กว้างมากขึ้น และยังทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลงและยังหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัดของผู้บริจาคที่มีชีวิตด้วย
