ตอนที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งเรียกตัวเองว่า “จิลเลท์ส โฌนส์” หรือ “เสื้อกั๊กเหลือง” ตามสีเสื้อสะท้อนแสงที่สวมใส่เป็นสัญลักษณ์ รวมตัวกันแสดงพลัง ความฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดออกมาตามท้องถนนทั้งในกรุงปารีส และอีกหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อให้ เอ็มมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีหนุ่มวัย 40 ปี ได้ประจักษ์นั้น
แม้แต่หลายคนในกลุ่มที่ร่วมชุมนุมประท้วงเองยังคาดไม่ถึงว่าดราม่าที่บังเกิดจะถึงเลือดถึงเนื้อ สาหัสสากรรจ์ถึงขนาดกลายเป็นการจลาจลที่รุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 เรื่อยมาเลยทีเดียว
รถยนต์จำนวนนับไม่ถ้วนถูกเผาทิ้ง อาคารอพาร์ตเมนต์หลังหนึ่ง กับอาคารที่ทำการเขตปกครองอีกแห่งกลายเป็นเหยื่อไฟ ภัตตาคารหรูจำนวนมากถูกทำลายและบูติคอีกมากได้รับความเสียหายและปล้นสะดม
เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ปลาซ เดอ เลตวล วงเวียนขนาดใหญ่ปลายสุดด้านหนึ่งของ ชองป์ เซลิเซส์ ใต้ร่มเงามหึมาของ ลาร์ค เดอ ทรีอองป์ อนุสรณ์สถานถึงการประกาศชัยชนะของนโปเลียน โบนาปาร์ต กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดุเดือดต่อเนื่องจนถึงย่ำค่ำ
เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ประตูชัยแห่งจอมจักรพรรดิฝรั่งเศส ก็เต็มไปด้วยรอยจารึกใหม่ๆ จากสีกระป๋อง
ที่เด่นเห็นชัดเจนที่สุดก็คือ “มาครง ดิมีซิอง!” หรือ “มาครง ออกไป!”
นับถึงตอนนั้น มีผู้ชุมนุมประท้วงเสียชีวิตไปแล้ว 4 ราย อีกไม่น้อยกว่า 1,000 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากน้อยแตกต่างกันออกไป มีทั้งที่เป็นผู้ประท้วง มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและบรรดาประชาชน นักท่องเที่ยวที่เฉียดกรายผ่านเข้าไป
มูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึงร่วมร้อยล้านยูโรแล้ว!
เมื่อถึงตอนที่มาครงกล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์ต่อคนทั้งประเทศ ยอมรับว่าข้อเรียกร้องบางประการของผู้ประท้วงมีความชอบธรรมอยู่ในตัว แล้วล่าถอยอีกครั้งด้วยการปรับปรุงนโยบายบางด้านอีกระลอกนั้น
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ เป็นการล่าถอยที่ช้าเกินไป และเล็กน้อยเกินไป
คนในฝรั่งเศสไม่ได้พูดถึงการชุมนุมประท้วงอีกต่อไปแล้ว แต่พูดถึงจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ
ความกราดเกรี้ยวของบรรดาคนที่สวมเสื้อกั๊กเหลือง สามารถกลายเป็นการปฏิวัติที่พลิกโฉมหน้าฝรั่งเศสได้เชียวหรือ?
นักวิชาการที่เชี่ยวชาญการเมืองฝรั่งเศสเห็นตรงกันว่า ปรากฏการณ์ “กั๊กเหลือง” แม้จะไม่แตกต่างจากขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนอย่างที่เรียกกันว่า “ป๊อปปิวลิสต์ มูฟเมนท์” ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และเป็นเหตุผลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ
ในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันนี้ที่หนุนส่ง โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ขึ้นสู่ทำเนียบขาว ในสหราชอาณาจักร เงื่อนปมทางสังคมเดียวกันนี้เองที่ก่อให้เกิด “เบร็กซิท” ปรากฏการณ์ช็อกโลกเมื่อปี 2016 ในอิตาลี ก็เกิดปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันในรูปของ “ไฟว์ สตาร์ มูฟเมนท์” เป็นอาทิ
ความรู้สึกทำนองเดียวกันนี้ว่า รัฐบาล พรรคการเมือง นักการเมือง รวมไปถึงสถาบันทางการเมืองทั้งหลายไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของพวกตนได้ ถือเป็นความรู้สึกร่วมของอาณาบริเวณที่เรียกกันว่า ยุโรปตอนกลางในเวลานี้
ความต้องการของคนเหล่านี้แน่นอนว่ามีมากกว่าที่รัฐบาลสามารถจะให้ได้ และสิ่งที่พวกเขาต้องการต้องได้รับการสนองตอบโดยเร็ว ไม่ทอดเวลาเนิ่นช้าออกไป ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี, ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, ปลดปล่อยพวกตนให้มีอิสระจากความหวั่นกลัว หวาดผวาว่าจะไม่มีเงินทองจับจ่ายใช้สอย ไม่มีอาหารป้อนเข้าปากตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงการยังชีพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้
สิ่งที่ผูกร้อยคนเหล่านี้เข้าด้วยกันนอกเหนือจากประเด็นข้อเรียกร้องแล้ว คือการปฏิเสธพรรคการเมือง ปฏิเสธสหภาพแรงงาน และสถาบันทางการเมืองรวมทั้งรัฐบาล เพราะคนเหล่านี้ สถาบันเหล่านี้ไม่มีความสามารถ ปราศจากศักยภาพเพียงพอที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อผ่องถ่ายความคับข้องใจในส่วนลึก หรือมีข้อเสนอใดๆ ในอันที่จะปิดกั้นความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเผชิญอยู่ได้
แต่ภายใต้คุณลักษณะของปรากฏการณ์ร่วม ภายใต้ความเหมือนที่ดำรงอยู่ ขบวนการเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน รุนแรง ก้าวร้าวครั้งนี้ กลับแตกต่างออกไปจากขบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นในหลายที่ ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
“กั๊กเหลือง” ไม่มีคนอย่าง ไนเจล ฟาราจ ไม่มีแม้กระทั่งนักการเมืองอย่าง บอริส จอห์นสัน เหมือนอย่างในอังกฤษ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการประดิษฐ์วาทกรรมผ่านทวิตเตอร์อย่างทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกา อันที่จริง ขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ผูกโยงกับพรรคการเมือง หรือนักการเมืองใดๆ ไม่แม้กระทั่งกลุ่มปีกขวาเข้มข้นอย่าง มารีน เลอ เปน
ในรายการเรียกร้องต่อรัฐบาลยาวเหยียดของขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อกั๊กเหลือง ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องผู้อพยพ, ไม่มีเรื่องเชื้อชาติ ลัทธิชาตินิยม ไม่ได้เป็นวาระสำคัญของคนเหล่านี้
นั่นทำให้ “เสื้อกั๊กเหลือง” เป็นขบวนการทางสังคมที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง มีลักษณะเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง และมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวยิ่งไปพร้อมๆ กัน
โดมินีค เรย์นิเย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ระบุว่า การเกิดขึ้นของขบวนการกั๊กเหลือง “อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของทุกพรรคการเมือง” ขบวนการนี้ผลักนักการเมืองออกไปอยู่ด้านข้าง ปฏิเสธทั้งขวาจัดและซ้ายสุดโต่ง รวมไปถึงขบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองของประธานาธิบดีมาครงเอง และทุกพรรคที่อยู่ตรงกลางระหว่างซ้ายกับขวาที่ว่านั้น
ซึ่งนั่นหมายถึง “ระบบการเมืองของฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต”
นอกเหนือจากพรรคการเมือง “จิลเลท์ส โฌนส์” ยังขาดความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ในสังคมอย่างลึกซึ้ง เพราะในทรรศนะของพวกเขา สถาบันเหล่านี้ทำงานต่อต้าน ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพลเมืองทั้งหลาย
เรย์นิเยเชื่อว่า ด้วยเหตุนี้ “ทำให้วิกฤตครั้งนี้รัฐบาลแก้ไขได้ยากมาก”
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดเข้ามาแอบอ้าง หรือฉกฉวยเอาขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไปเป็นของตัวเอง มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคชาตินิยมขวาจัด กับ ฌ็อง-ลุค เมล็องชง ผู้นำซ้ายจัด พยายามแล้ว แต่ไม่เป็นผล
ซึ่งยิ่งทำให้ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองยิ่งแตกต่าง โดดเด่นออกมาเหนือขบวนการอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ “ไฟว์ สตาร์ มูฟเมนท์” ของอิตาลี ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาจากความขยะแขยงนักการเมือง พรรคการเมืองและความไม่ไว้วางใจชนชั้นสูงในประเทศเช่นเดียวกัน
แต่กลับกลายเป็นเพียง “พรรคการเมืองยุคใหม่” หลงเหลือความเป็น “ขบวนการทางสังคม” น้อยลงมากแล้ว ภายใต้การนำของ เปปเป้ กริลโญ่ กับแกนนำสำคัญคนอื่นๆ
เช่นเดียวกันกับขบวนการต่อต้านเชิงชนชั้นและการปฏิเสธโครงสร้างของสหภาพยุโรป ที่กำลังมึนงงสับสนกับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาหลัง “เบร็กซิท” จนแทบไม่หลงเหลือพลังเอนริโก เลตต้า อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งกลายเป็นศาสตราจารย์วิชารัฐศาสตร์อยู่ใน “ไซน์เซส โพ” มหาวิทยาลัยในกรุงปารีส ที่ชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับผู้คนมากมายทั้งในชนบทและในย่านหัวเมืองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ จนได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกา คนที่ดูถูก เหยียดหยามสถาบันทางการเมืองอเมริกันทั้งหลายสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ข้อเท็จจริงก็คือว่า คนเหล่านี้มีความกลัวแบบเดียวกัน มีความโกรธ กราดเกรี้ยวในสิ่งเดียวกัน กังวล กระวนกระวายกับอนาคตเหมือนๆ กัน ทั้งในฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา
เพราะในบรรดาประเทศเหล่านี้มีระดับของการ “ร่วงหล่น” ของระดับชนชั้นทางสังคมสูงที่สุด
คนเหล่านี้-ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ตั้งแต่การศึกษา ระบบ เรื่อยไปจนถึงกลไกและโครงสร้างของสังคม ถูกภาวะโลกาภิวัตน์ทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
คนเหล่านี้ ในประเทศเหล่านี้ เมื่อ 30 ปีก่อน พวกเขาเป็น “ศูนย์กลางของโลก” เป็นจุดที่อยู่ “สูงที่สุดของโลก” เคยใช้ชีวิตอยู่กับความ “กินดีอยู่ดี” ในระดับสูง
แต่ตอนนี้กลับต้องมานั่งกังวลว่า ตัวเองกำลังจะตกกลับลงมาสู่ชนชั้นล่างสุดของสังคม เพราะถูก “ทอดทิ้ง”
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับย่านคนรวยและห้างหรูในปารีส คือสัญลักษณ์ของ “ความจงเกลียดจงชัง” ต่อผู้ที่ “ได้ชัยชนะ” ทั้งหลายในระบบโลกร่วมสมัยในเวลานี้
มาร์ค ลาซาร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อิตาลี ประจำ ไซน์เซส โพ เชื่อเช่นกันว่า ไม่ว่าจะเป็นในอิตาลี หรือในฝรั่งเศส โลกาภิวัตน์ได้สร้างความตึงเครียดทางสังคมขึ้นทั่วไปหมด คนที่กลัว เป็นกังวลกับอนาคตนั้น ไม่เพียงทุกข์ทรมาน ยังไม่ไว้วางใจทั้งสถาบันต่างๆ และพรรคการเมือง
“นี่คือสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในภาคพื้นยุโรปในเวลานี้” ลาซาร์ระบุ
คริสทอฟ กิลลี นักภูมิรัฐศาสตร์ ที่ศึกษากลุ่มประชากรที่ “เลฟท์ บีไฮนด์” ทั้งหลาย ระบุเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนในทางสังคมวิทยาแล้ว คนที่ออกมาเรียกร้องการปฏิวัติเหล่านี้เหมือนกันหมด
“นี่คือคนที่รู้สึกถูกคุกคามและกำลังตกอยู่ในอันตรายจากโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ ซึ่งไม่ได้รวมเอาผู้คนจำนวนมหาศาลเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย”
“พาราด็อกซ์” ที่น่าสนใจในกรณีของฝรั่งเศสก็คือ พลังของคนกลุ่มเดียวกันนี้เองที่ผลักดันให้ เอ็มมานูแอล มาครง นักการเมืองหน้าใหม่ ประสบการณ์การเมืองอ่อนด้อย ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อ 19 เดือนก่อน
มาครงเองเรียกร้อง “การปฏิวัติ” ในระหว่างการเลือกตั้ง หยามหมิ่นบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่สืบทอดอำนาจการปกครอง อำนาจการบริหารประเทศต่อเนื่องกันมา 50 ปีเศษ
ชัยชนะของมาครงทุบทำลาย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำสถาบันทั้งหลาย พรรคการเมืองและนักการเมืองคร่ำหวอดทั้งหลาย อ่อนแอลง ด้อยประสิทธิภาพลง เปิดทางให้พลังก้อนใหม่ผลิบาน
ย้อนกลับไปในครั้งนั้น มาครงได้สัดส่วนคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกเพียง 24 เปอร์เซ็นต์ ห่างกันมากกับกลุ่มขวาสุดโต่งและซ้ายตกขอบในประเทศที่รวมกันแล้วมีสัดส่วนคะแนนเสียงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่พลังใหม่จะแตกระเบิดออก กลายเป็นแรงสนับสนุนต่อมาครงในการเลือกตั้งรอบที่ 2 “อย่างจำเป็น” เพื่อแสดงการปฏิเสธต่อพรรคและนักการเมืองเก่าๆ ทั้งหลาย
แต่เมื่อ เอ็มมานูแอล มาครง ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด หรือรวดเร็วอย่างที่คาดหวัง พลานุภาพเดียวกันก็ปะทุขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
ถึงตอนนี้ คนฝรั่งเศสมากถึง 8 ใน 10 คน ปฏิเสธที่จะสนับสนุน เอ็มมานูแอล มาครง อีกต่อไปแล้ว

