Innovative E-Commerce โอกาสของธุรกิจไทยในจีน

17.12.18 | 02:30 น.

ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ ‘อีคอมเมิร์ซ’ ซึ่งเป็นการซื้อขายสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการซื้อขายสินค้าของผู้คนทั่วโลก และยังทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะเข้ามาแทนที่การค้าปลีกแบบดั้งเดิม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในการเปิดร้าน แต่ยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างไกลกว่าเดิม

จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตไปอย่างรวดเร็วมากเป็นลำดับต้นของโลก และยังเป็นประเทศที่ใครต่อใครอยากเข้าไปค้าขายด้วย เพราะนอกจากจะมีผู้บริโภคจำนวนมากแล้ว เศรษฐกิจจีนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจีนได้นำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้กับธุรกิจค้าปลีกจนทำให้อีคอมเมิร์ซในจีนมีพัฒนาการไปไกลกว่าหลายประเทศในโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน(บีไอซี) ประจำสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในจีนรวม 10 แห่ง ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาที่น่าสนใจอย่างยิ่งภายใต้หัวข้อ “Innovative E-Commerce : แนวโน้มใหม่และโอกาสของเอสเอ็มอีไทยในจีน” ขึ้น โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังหลายร้อยคน

นายพิริยะ เข็มพล เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ให้งบประมานในการตั้งบีไอซีที่สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั้ง 10 แห่งในจีนมานานกว่า 12 ปีแล้ว ด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์ ในการนำเสนอข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและทิศทางเศรษฐกิจจีนในเชิงลึกรายมณฑลให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะเข้าไปในจีน ศูนย์แต่ละแห่งจะมีนักวิจัยซึ่งรู้ภาษาจีนประจำอยู่ด้วยแห่งละ 2 คน โดยจะมีการสรุปความเคลื่อนไหวต่างๆ และข่าวสารที่น่าสนใจเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaibizchina.com และเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thaibizchina และยังมีการจัดงานสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจให้ประชาชนได้เข้าฟังโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเช่นนี้เป็นประจำอีกด้วย

นายพิริยะ เข็มพล เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน

ท่านทูตพิริยะกล่าวว่า ในปีนี้ได้เน้นเรื่อง Innovative E-Commerce เนื่องจากปัจจุบันจีนได้มีการผนวกธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างลงตัว โดยทุกวันนี้การค้าขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจีน ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากถึง 533 ล้านคน มีมูลค่าถึงร้อยละ 35 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 29.1 ล้านล้านหยวน หรือราว 145 ล้านล้านบาท

Advertisement

ในการสัมมนาได้มีการพูดถึงภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนจาก C2C หรือการซื้อขายจากลูกค้ากับลูกค้า มาเป็น B2C หรือจากบริษัทกับลูกค้า ที่มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น อาทิ ปัจจุบันลูกค้าต้องการจับต้องสินค้าก่อนซื้อ บริษัทจึงจำเป็นต้องมีการเปิดร้านให้คนไปเดินดูและจับต้องสินค้า จากนั้นคนจะกลับมาซื้อของออนไลน์โดยเลือกจากที่เว็บไซต์ที่มีราคาถูกที่สุด หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นร้านค้าที่มีสินค้าให้เลือกและจ่ายเงินผ่านอีเพย์เมนต์ ส่วนสินค้าก็จะถูกนำไปส่งยังบ้านของผู้ซื้อ ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นวิวัฒนาการและแนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่แพลตฟอร์มสำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ 2-3 เว็บไซต์ที่คนไทยคุ้นหู แต่ยังมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของอีคอมเมิร์ซซึ่งช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ

คุณบุญชัย ลิ่มอติบูลย์ ประธานบริษัท Namu Life, Snailwhite (Beijing) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดออนไลน์จีนไม่ได้มีแค่ Taobao ที่ขายสินค้าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ และสินค้าหลากหลายจากทุกมุมของประเทศ Tmall ที่เป็นเหมือนหน้าร้านออนไลน์ของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งมี Tmall International หรือเทียนเมากั๋วจี้สั่งของข้ามประเทศ หรือ JD.com ที่เน้นย้ำไม่มีขายของปลอม ส่งด่วนส่งเร็ว ตั้งแต่ของใช้ในบ้านไปจนผักสดส่งตรงถึงประตูบ้านได้ภายใน 1 ชั่วโมง แต่ยังมีเทรนด์ใหม่และแพลตฟอร์มใหม่ที่ควรรู้จัก เช่น Pinduoduo ที่จับตลาดสินค้าราคาถูก มีผู้ใช้งานกว่า 195 ล้านคนต่อเดือน Yunji และ Kaola แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross border e-commerce) หรือการซื้อสินค้าออนไลน์จากทั่วโลก แบบ B2C ชั้นนำของจีน แต่ยังมีแพลตฟอร์ม social media E-Commerce หรือ Xiaohongshu หรือ RED ซึ่งกำลังมาแรง เน้นการรีวิวผลิตภัณฑ์ทั้งโดยผู้ใช้ทั่วไป เน็ตไอดอล และราดาดัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่นิยม ดังนั้นผู้ที่คิดจะเข้าไปเจาะตลาดจีนต้องเตรียมสร้างคอนเทนท์สำหรับการรีวิวสินค้าไว้ด้วยเช่นกัน

ท่านทูตพิริยะยังกล่าวถึง ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยพบในการมาทำธุรกิจในจีนว่า มักจะมีผู้อื่นนำชื่อสินค้าไปจดทะเบียนการค้าในจีนไว้ก่อน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนชื่อสินค้าของตนเองให้มีความแตกต่างจากชื่อที่ถูกนำไปจดทะเบียนไว้แล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการไทยสมัยใหม่ต้องมีความตื่นตัวในการจดทะเบียนสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้นด้วย

นักธุรกิจที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในจีนมองว่า การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” เพราะความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจในจีน ตั้งแต่ประเด็นการจดทะเบียนชื่อสินค้า ไปจนถึงการรักษาคุณภาพสินค้า และการบริการที่ต้องทั้งดีและเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะยากที่จะแข่งขันในตลาด

การบุกตลาดจีนมีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ผู้สนใจต้องศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของจีนอย่างละเอียด เช่น มาตรการด้านภาษี ขั้นตอนการจดทะเบียน หรือขอ อย. กฎระเบียบต่างๆ เหล่านี้มีทั้งที่ทั้งสร้างโอกาสและความท้าทายให้ผู้ประกอบการไทย ติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะบุกตลาดจีนควรมีแผนการตลาดที่ชัดเจน ตรวจสอบหุ้นส่วนให้ดี เรียนรู้และปรับตัวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างให้ได้ จึงจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

ท่านทูตพิริยะกล่าวว่า ตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีความน่าสนใจ เพราะคนจีนไม่เพียงแต่จะร่ำรวยขึ้นทุกปี แต่คนจีนยังเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเป็นลำดับต้นๆ ภาพลักษณ์สินค้าไทยในสายตาคนจีนเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพสูง แต่ผู้ที่จะเข้าไปค้าขายในจีนจะต้องทราบรายละเอียดและต้องมีการวางแผนในการเข้าไปทำตลาดอย่างไรเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ขณะนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนซึ่งมีวิวัฒนาการก้าวหน้ายังนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) มาช่วยในการประมวลข้อมูลเกี่ยวกับผู้ซื้อว่ามีความสนใจในสินค้าประเภทใดเพื่อนำเสนอสินค้าที่ผู้บริโภคมีความสนใจได้ทันทีอีกด้วย

ท่านทูตพิริยะกล่าวด้วยว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซระหว่างกันให้มากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าไทย-จีนที่ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้บรรลุเป้าหมาย 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 3 ปีข้างหน้าตามที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศวางไว้อีกด้วย

ในการจัดสัมมนาดังกล่าวยังมีการแจกหนังสือที่บีไอซีจัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยรวบรวมข้อมูลที่ศูนย์บีไอซีทั้ง 10 แห่งได้เผยแพร่ตลอดทั้งปีที่เห็นว่ามีความน่าสนใจมากที่สุดมาไว้ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าปีนี้หัวข้อของหนังสือคือ “Innovative E-Commerce รู้ให้ลึก ผนึกกลยุทธ์ เจาะตลาดจีน” ที่มีองค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับพัฒนาการของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีน ที่เพียงแค่ดูหัวข้อก็ต้องบอกว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง อาทิ ตีตลาด Cross-Border E-Commerce ในแดนมังกรต้องรู้อะไร โดยผู้ที่สนใจสามารถเปิดอ่านได้จากเว็บไซต์ของบีไอซีที่ www.thaibizchina.com ได้เช่นกัน