ซีเอ็นเอ็น และสำนักข่าวบลูมเบิร์กสื่ออเมริกันระดับนานาชาติ รายงานเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมนี้ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจอย่างยิ่งที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานกองทุนสำรองแห่งรัฐ(เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมดำเนินการตามคำเรียกร้องของตนให้ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงออกไป ทั้งยังส่งสัญญาณเตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีใหม่นี้ จนถึงกับออกปากถามเป็นการส่วนตัวกับสมาชิกระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลว่า ในฐานะประธานาธิบดี ตนมีอำนาจปลดนายพาวเวลล์ พ้นจากตำแหน่งประธานเฟดได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่ ทรัมป์ เป็นผู้แต่งตั้งนายพาวเวลล์ให้รับตำแหน่งต่อจากนางเจเน็ต เยลเลนเองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้การขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงล่าสุด ส่งผลให้ดัชนีหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลงอย่างรุนแรงอีกครั้ง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดของเฟดในรอบ 10 ปี ด้วยสาเหตุจากการดำเนินนโยบายการค้าเชิงรุกแบบแข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐ ประกอบกับดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนเป็นเหตุให้หลายฝ่ายรวมทั้งนักลงทุนในตลาดหุ้นกังวลกันว่าเศรษฐกิจของประเทศจะตกต่ำลงสู่ภาวะถดถอย
ก่อนหน้าการประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด ทรัมป์ ทวีตเตือนพาวเวลล์ว่า “อย่าทำความผิดซ้ำอีก” เป็นการโจมตีประธานเฟดต่อเนื่องหลังจากที่เคยทวีตโจมตีว่าเป็นคนคลั่ง และ อยู่นอกเหนือการควบคุม จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศยิ่งกว่าจีนเสียอีก โดยไม่สนใจประเพณีปฏิบัติของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทุกยุคทุกสมัยที่เคารพในการตัดสินใจและความเป็นอิสระของเฟด
ความพยายามไล่ประธานเฟดพ้นตำแหน่ง จะถูกทุกฝ่ายตีความว่าเป็นการโจมตีต่อการเป็นอิสระของสถาบันที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทสูงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดความโกลาหลในตลาดหุ้นครั้งใหญ่ขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ทรัมป์ มีอำนาจในการปลดหรือไล่ประธานเฟดพ้นตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ภาวะ “ชัตดาวน์” หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารของทรัมป์กับวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาในประเด็นว่าด้วยงบประมาณการก่อสร้างกำแพงกั้นตามแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก มูลค่า 5,700 ล้านดอลลาร์ ที่ทรัมป์ผนวกรวมไว้กับร่างกฎหมายงบประมาณอื่นๆ รวม 13,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งค้างเติ่งอยู่ในวุฒิสภา หลังจากพรรคเดโมแครตคัดค้าน ทำให้หน่วยงานของรัฐราว 1 ใน 4 จำเป็นต้องปิดทำการเนื่องจากไม่มีงบประมาณสนับสนุนหลังงบฯเดิมหมดวาระลงหลังเที่ยงคืนวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา อาทิ อุทธยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ส่วนที่ยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ได้ อย่างเช่น อนุสาวรีย์เสรีภาพ และเอลลิส ไอส์แลนด์ ล้วนได้รับงบฯฉุกเฉินจากรัฐนิวยอร์กจึงเปิดทำการได้
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งเดิมกำหนดการประชุมเพื่อลงมติร่างกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 ธันวาคม เนื่องจากยังไม่มีความตกลงใดๆ เกิดขึ้น ทำให้ภาวะชัตดาวน์ครั้งนี้ยืดเยื้อออกไปอย่างน้อยก็หลังเทศกาลคริสตมาส ถ้าหากทรัมป์และพรรคเดโมแครตยังคงยืนกรานจุดยืนเดิมที่ตรงกันข้ามกันเช่นนี้
ประธานาธิบดีทรัมป์เผยผ่านทวิตเตอร์ว่า กำลังอยู่ระหว่างเจรจากับเดโมแครต และจะพำนักอยู่ในทำเนียบขาวในช่วงเทศกาล ไม่เดินทางไปพักผ่อนที่รัฐฟลอริดาตามกำหนดเดิมด้วยสาเหตุนี้ (เอเอฟพี)

