‘กรากาตัว’ เขย่า สึนามิจากภูเขาไฟ มหันตภัยเฉียบพลัน!

25.12.18 | 15:43 น.

“อนัก กรากาตัว” ระเบิด แสดงให้เห็นว่า การระเบิดของภูเขาไฟก่อให้เกิดสึนามิได้ และเป็นสึนามิขนาดใหญ่แบบเฉียบพลัน ที่ทำให้ระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสึนามิที่ถล่มบริเวณชายหาดด้านตะวันตกตอนเหนือเกาะชวา ของอินโดนีเซียนั้น คือต้นเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 281 ราย และบาดเจ็บสูญหายอีกเรือนพันในครั้งนี้ จนกว่าทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปตรวจสอบบริเวณเกาะภูเขาไฟกลางทะเล ตรงปากทางเข้าช่องแคบซุนดา ด้านตะวันตก เพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

แต่ภาพถ่ายจากดาวเทียม เซนทิเนล-1 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป (อีเอสเอ) ถือเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่บ่งชี้ไปในทิศทางดังกล่าว

ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า การระเบิดของภูเขาไฟก่อให้เกิดสึนามิได้อย่างไร และทำไมถึงเป็นมหันตภัยเงียบที่อยู่ใกล้ตัว แต่ทุกคนไม่ตระหนัก และปราศจากการเตือนภัยใดๆ

เจสส์ ฟีนิกซ์Ž นักภูเขาไฟวิทยาชาวอเมริกัน ชี้ว่า อนัก กรากาตัวŽ เป็นภูเขาไฟที่มีพลัง และเกิดระเบิดอยู่เนืองๆ ตลอดทั้งปี จนหลายคนคุ้นชินและไม่กระสาถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จนพานลืมความแตกต่างระหว่างกิจกรรมปกติของภูเขาไฟ อย่างการมีควันขาวลอยพุ่งขึ้นมาอยู่เป็นนิจ กับการระเบิดรุนแรงของภูเขาไฟไปโดยสิ้นเชิง

Advertisement

นักวิชาการแบ่งการระเบิดของภูเขาไฟออกเป็นหลายระดับ ใช้ตัวเลข 0 เรื่อยไปเป็นตัวแทนค่าระดับความรุนแรงเรียกว่า โวลแคนิค เอ็กซ์โพลซีวิตี อินเด็กซ์Ž (วีอีไอ) โดยวัดจากปริมาณของวัสดุต่างๆ ที่ถูกแรงระเบิด พ่นŽ ออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ และระดับความแรงในการระเบิด

ระดับสูงสุดเท่าที่เคยเกิดระเบิดกันมาเป็นการระเบิดแบบเดียวกับที่ถล่มอาณาบริเวณ เยลโลว์สโตน ในสหรัฐอเมริการาบเป็นหน้ากลอง เมื่อ 630,000 ปีก่อน จัดเป็นระดับ 8 ในวีอีไอ

ค่าวีอีไอที่ 0 หรือ 1 เป็นการระเบิดขนาดย่อม เกิดขึ้นได้บ่อยๆ อาจเป็นรายวันต่อเนื่องกันนานได้เป็นปีๆ โดยไม่มีการระเบิดใหญ่โตตามมา บ่อยครั้งเกิดขึ้นจากการที่น้ำภายในปากปล่องถูกความร้อนสูงเผาจนเดือด พวยพุ่งขึ้นมาเป็นไอสีขาว

อนัก กรากาตัวŽ ระเบิดเช่นนี้มีตลอดปีนี้ ในเดือนกรกฎาคมยังคงการระเบิดย่อมๆ เรื่อยมา ก่อนเพิ่มระดับขึ้นเล็กน้อยในราวเดือนสิงหาคม เมื่อพ่นเอาวัสดุที่ร้อนจัดจนเป็นสีเหลืองขาวออกมาจากปากปล่อง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีแมกมา หรือหินหลอมเหลวแทรกเข้าไปมีส่วนร่วมในการระเบิด ก่อนจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนกันยายน

ข่าวรอบด้าน กับ Line@มติชนนิวส์รูม คลิกเป็นเพื่อนกัน ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

ความรุนแรงของการระเบิดที่เพิ่มขึ้นทำให้เห็นวัสดุที่ร้อนจนหลอมเหลวถูกพ่นขึ้นมาเป็นแนวต่อเนื่อง สูงเหนือปากปล่อง ควันสีเทาดำพวยพุ่งขึ้นพร้อมกันไปด้วย การระเบิดระดับนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน และสร้างปัญหาต่อการจราจรทางอากาศ

ราวเดือนเศษถัดมา คือเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 23 ธันวาคม อนัก กรากาตัวŽ ก็เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

การระเบิดรุนแรงในระดับนี้ เกิดจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างแมกมาที่ร้อนจัดในระดับ ซุปเปอร์ฮีทŽ ก๊าซและน้ำ ยิ่ง อนัก กรากาตัวŽ รายล้อมไปด้วยน้ำ ยิ่งทำให้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นรุนแรงมากขึ้น

การระเบิดเพียงชั่วเวลา 2 นาทีเศษของมัน ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่หลวงตามมา

ภูเขาไฟ อนัก กรากาตัวŽ เป็นภูเขาไฟทรงกรวย (Cone-shape) ที่ถือว่าเป็นลักษณะภูเขาไฟแบบ คลาสสิกŽ

นั่นหมายความว่า มันเป็นภูเขาไฟที่ค่อยๆ เติบใหญ่ขยายตัวขึ้นมาจาก ลาวาŽ ที่ถูกพ่นออกมาจากปากปล่อง ลงมากองอยู่บนพื้นโดยรอบ ทับถมกันค่อยๆ สูงขึ้นและโตขึ้นเรื่อยๆ

อนัก กรากาตัวŽ ยังเป็นเกาะภูเขาไฟโดยรอบมีเกาะเล็กๆ ล้อมอยู่ 3 เกาะ ซึ่งทั้ง 3 เกาะนั้นคือขอบเขตฐานเดิมที่หลงเหลืออยู่ของกรากาตัวŽ ที่เคยระเบิดครั้งใหญ่เมื่อปี 1883 และส่งผลกระทบไปทั่วโลก

อนัก กรากาตัวŽ ใช้เวลาสั่งสมลาวาเพื่อก่อรูปเป็นภูเขาไฟทรงกรวยอยู่นาน จนถึงปี 1930 จึงโผล่พ้นน้ำทะเลขึ้นมา

ส่วนที่เป็นฐานส่วนใหญ่ของ อนัก กรากาตัวŽ จมอยู่ใต้น้ำ และไม่มีใครบอกได้ว่า มีส่วนไหนแน่นหนามั่นคง ส่วนไหนไม่มั่นคง เปราะบางต่อแรงระเบิดอยู่บ้าง

ศาสตราจารย์ แอนดี้ ฮูเปอร์ จากมหาวิทยาลัย ลีดส์ ชี้ว่าภาพถ่ายผ่านดาวเทียมหลังเกิดเหตุระเบิดของเซนทิเนล-1 แสดงให้เห็นว่า ปากปล่องของ อนัก กรากาตัวŽ ไม่เพียงขยายใหญ่ขึ้น บริเวณด้านตะวันตกปรากฏเงาดำเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงส่วนที่ตัดชันในแนวดิ่งออกมาให้เห็น นั่นคือส่วนที่หลงเหลือจากลาดเขาแต่เดิมซึ่งทรุดตัวถล่มลงสู่ทะเล และเป็นตัวการก่อให้เกิดสึนามิในครั้งนี้

นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งสร้างแบบจำลองของการระเบิดขึ้นในคอมพิวเตอร์ ผลที่ได้บ่งชี้ว่า ส่วนที่เป็นลาดเขาทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เยื้องตะวันตก ของ อนัก กรากาตัวŽ คือส่วนที่เปราะบางที่สุด เกาะเซอร์ตัง, ปันจัง และรากาตา คือ 3 เกาะแรกสุดที่เผชิญกับสึนามิหนักหน่วงที่สุด ความสูงเชื่อว่าหลายสิบเมตร

โชคดีที่เมืองถึงฝั่งทั้งสองฟากของช่องแคบซุนดา ระดับของคลื่นยักษ์ถูกทอนอานุภาพลง หลงเหลือถึงชายหาดเพียงคลื่นยักษ์ที่มีความสูงราว 3 เมตร

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสูง แต่เป็นความฉับพลันของเหตุการณ์ ตามแบบจำลองพบว่า คลื่นยักษ์เดินทางถึงชายหาดที่เต็มไปด้วยผู้คน ในเวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

เป็นมหันตภัยเฉียบพลันที่ทำให้ระบบเตือนภัยที่ดีที่สุดยังไร้ความหมาย ไม่สามารถ เตือนภัยล่วงหน้าŽ ได้เลยแม้แต่น้อย

ถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกครั้งทั้งของอินโดนีเซียและโลก

ขณะที่ ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยาของไทย ให้ข้อมูลว่า สึนามิเกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุ คือ 1.จากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเล ขนาด 7.0 ขึ้นไป 2.มีอุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงทะเล กระแทกกับน้ำจนเกิดเป็นสึนามิ 3.เกิดจากภูเขาไฟระเบิด ซึ่งกว่า 90% ของสึนามิเกิดจากแผ่นดินไหวใหญ่ในทะเล

กรณีสึนามิ ล่าสุดนี้มีการพิสูจน์ชัดแล้วว่ามาจากภูเขาไฟ อนัก กรากาตัวŽ ระเบิด ทำให้พื้นทะเลเกิดการยุบตัว กลายเป็นสึนามิ

ลักษณะการระเบิดก็เหมือนกับการเป่าลมใส่ลูกโป่งแล้วปล่อยลมออกอย่างรวดเร็ว เมื่อมีแรงดันพุ่งออกมามาก บริเวณพื้นทะเลรอบฐานภูเขาไฟซึ่งมีลักษณะเป็นโพรง มีความหนาและความแข็งแรงน้อยที่สุดก็จะเกิดการยุบตัวลง ส่งผลให้มวลน้ำเคลื่อนตัวกลายเป็นสึนามิ

นอกจากนี้ ภูเขาไฟมีความลาดชัน หินหรือลาวาที่อยู่ในส่วนลาดชันจะถล่มลงไปในทะเลด้วย เป็นแรงเสริมให้คลื่นสึนามิมีความรุนแรงมากขึ้น และจากชายฝั่งที่มีระดับน้ำทะเลตื้น เมื่อสึนามิเคลื่อนที่เข้าหาฝั่งก็จะยิ่งโถมตัวสูงมากขึ้น

สึนามิครั้งนี้ยังรุนแรงน้อยกว่าสึนามิเมื่อปี 2547 ที่เรียกว่าเป็นโอเชียนิค ไวด์ (Oceanic Wide) เป็นสึนามิที่กินพื้นที่วงกว้างและระยะทางไกลมาก ในปีนั้นประเทศที่อยู่รอบมหาสมุทรอินเดียได้รับผลกระทบหมด ไม่เว้นไทย อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา แต่กรณีนี้เป็นสึนามิที่เกิดขึ้นอย่างจำกัดบริเวณ เรียกว่าเป็น “สึนามิท้องถิ่นŽ” เกิดความเสียหายเฉพาะชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟ

“เราคาดการณ์ไม่ได้ จึงต้องเฝ้าระวังและติดตาม เพราะภูเขาไฟเริ่มปะทุมาหลายเดือนก่อนจะส่งผลในเดือนธันวาคม ถ้ายังมีปรากฏการณ์ที่ต่อเนื่องเช่นนี้อีกก็อาจจะเกิดซ้ำ แต่รุนแรงกว่าครั้งนี้หรือไม่ ไม่สามารถตอบได้Ž” นักแผ่นดินไหววิทยาของไทยสรุป