หน้าแรก ต่างประเทศ รมต.ต่างประเท...

รมต.ต่างประเทศญี่ปุ่นปราศรัยความสัมพันธ์อาเซียน ทิ้งท้ายหวังไทยฝ่าปัญหาได้

8.05.16 | 16:51 น.
  ฟูมิโอะ คิชิดะ ระหว่างกล่าวในงานบรรยายสาธารณะประเด็นอาเซียน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

ท่ามกลางการก่อร่างสร้างตัวของอาเซียนที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ชาติสมาชิกเท่านั้นที่มีบทบาทในการส่งเสริมความเข้มแข็งภายในประชาคม ประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคได้ให้การสนับสนุนและสร้างสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจร่วมกับอาเซียน ภายใต้ประเด็นนี้ สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดงานบรรยายสาธารณะขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม โดยมีนายฟูมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ปราศรัยถึงนโยบายด้านอาเซียนผ่านหัวข้อความหลากหลายและความเชื่อมโยง: บทบาทในฐานะหุ้นส่วนของญี่ปุ่น


รัฐมนตรีต่างประเทศผู้ดำรงตำแหน่งมานาน 3 ปีครึ่งรายนี้กล่าวว่า ญี่ปุ่นและอาเซียนยืนยันจะส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงร่วมมือด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ สันติภาพและเสถียรภาพ ความมั่งคั่ง ความเป็นอยู่อันดี และใจถึงใจ และญี่ปุ่นยังประกาศความช่วยเหลือผ่านความร่วมมือด้านการพัฒนามูลค่า 2 ล้านล้านเยน ในระยะ 5 ปี และยังมีแผนสนับสนุนสำหรับการรวมตัวอาเซียนผ่านกองทุนหนึ่งอีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เฉพาะช่วงระหว่างดำรงตำแหน่ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนก้าวกระโดดอย่างน่าประทับใจ ดัชนีหนึ่งที่ชี้ให้เห็นคือ ชาวอาเซียนเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2556

นายคิชิดะชี้ถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายว่า ญี่ปุ่นเน้นเคารพความหลากหลาย รวมถึงหลักการพื้นฐานอย่างความเป็นเอกภาพ และการเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งในภูมิภาค ขณะเดียวกันญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนสำคัญต่ออาเซียนได้ให้การส่งเสริมความเชื่อมโยง อันถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติมเต็มศักยภาพของอาเซียนด้วย

นายคิชิดะกล่าวถึงความท้าทายของอาเซียนในอนาคตและประเด็นการสนับสนุนของญี่ปุ่นว่า การพัฒนาที่ครอบคลุมและขยายตัวทั่วภูมิภาคโดยไม่ทิ้งให้ชาติใดตกขบวน ต้องใช้การเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงภูมิภาคผ่านโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนการสร้างถนนหรือสะพาน แต่ยังรวมถึงการปฏิรูปกระบวนการทางศุลกากรระหว่างชายแดนที่ทำให้สินค้าราบรื่นขึ้น

Advertisement

นอกจากพัฒนาสาธารณูปโภค ญี่ปุ่นให้สำคัญถึงการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรมในอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ ผ่านการร่วมมือประสานงานกับบริษัทและสถาบันการศึกษา เพื่อเข้าถึงความต้องการเฉพาะแต่ละประเทศ

รัฐมนตรีคิชิดะชี้ถึงการช่วยเหลือแม่น้ำโขงที่ประสบภัยธรรมชาติอันเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ด้วยการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ขีดความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์น้ำโขง

ฟูมิโอะ คิชิดะ (ซ้าย) รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ (ขวา)
ฟูมิโอะ คิชิดะ (ซ้าย) รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ (ขวา)

นายคิชิดะกล่าวว่า ทั้งหมดนี้คือ “การเชื่อมโยงที่มีชีวิต” ผ่านโครงการความคิดริเริ่มการเชื่อมโยงญี่ปุ่น-แม่โขงที่ให้ความช่วยเหลือภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในระยะเวลา 3 ปี ด้วยเงินมูลค่า 750,000 ล้านเยน โดยญี่ปุ่นมีความปรารถนาที่จะร่วมกันสร้างกรอบสนับสนุนประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และไม่สามารถบรรลุได้หากปราศจากความร่วมมือจากไทย

ปราศจากสันติภาพและเสถียรภาพ ความมั่งคังมิอาจเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย ลัทธิใช้ความรุนแรง หรือปัญหาความมั่นคงทางทะเล อาเซียนและหุ้นส่วนรวมถึงญี่ปุ่นต้องรักษากฎระเบียบและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ภายใต้ความสำคัญของ “ความหลากหลาย” และ”หลักนิติธรรม”

เสรีภาพ ประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าสากลที่ญี่ปุ่นยึดถือ อย่างไรก็ตาม นายคิชิดะกล่าวว่า ญี่ปุ่นเคารพต่อความหลากหลายทั้งแง่สถานการณ์และความเชื่อของชาติสมาชิกอาเซียน และสนับสนุนหลักการทางสายกลางเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงสุดขั้ว

นายคิชิดะกล่าวว่า หลักนิติธรรมอันเป็นฐานในการนับถือความหลากหลายตามวิสัยทัศน์อาเซียน เพื่อส่งเสริมการยึดถือคุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกัน รวมถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า “หลักนี้ต้องถูกส่งเสริมและปฏิบัติภายในภูมิภาคอย่างเคร่งครัด และใช้เวทีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกเพื่อผลักดันความร่วมมือในภูมิภาค”

รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเผยว่า มีการท้าทายหลักนิติธรรมผ่านความมั่นคงทางทะเลอย่างมาก โดยญี่ปุ่นประกาศ “หลักการว่าด้วยนิติธรรมทางทะเล 3 ประการ” ได้แก่ การอ้างสิทธิบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช้กำลังหรือบังคับเพื่อผลักดันการอ้างสิทธิ การหาข้อยุติโดยสันติวิธี และตนต้องการเรียกร้องการสรุปแนวในการปฏิบัติอีกครั้งเพื่อประสิทธิภาพในทะเลจีนโดยเร็ว

เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น รัฐมนตรีคิชิดะกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกในห่วงโซอุปทานระดับโลกเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุนและพัฒนาบุคลากร

ขณะเดียวกัน นายคิชิดะกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยย้ำต่อนายกรัฐมนตรีอาเบะของญี่ปุ่นว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางการจัดการกิจการต่างๆ รวมถึงการฟื้นให้ไทยกลับสู่รัฐบาลพลเรือน ท้ายที่สุด รัฐมนตรีคิชิดะกล่าวอำลาด้วยความหวังว่า ประชาชนไทยจะก้าวผ่านปัญหายุ่งยากที่เผชิญอยู่ และแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นกว่าที่เคย