คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ฟอร์มิน อัคเทอร์ “ฉันคือโรฮีนจา”

20.01.19 | 03:31 น.
REUTERS/Mohammad Ponir Hossain

เรื่องราวของ “ฟอร์มิน อัคเทอร์” สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจใหญ่หลวงให้ใครต่อใครหลายคน แทบไม่ต่างอันใดกับ “มาลาลา ยูซัฟไซ” เด็กหญิงนักเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษาและสันติภาพชาวปากีสถาน คนที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพเมื่อปี 2014

ต่างกันตรงที่ ทุกวันนี้ ความสำเร็จของฟอร์มิน ยังคงเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล ต่างจาก มาลาลา ที่กลายเป็น “คนของโลก” ผู้พยายามแปรความสำเร็จของตนเองเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงไปแล้วเท่านั้น

ต่างกันตรงที่ พี่น้องมิตรสหายของ มาลาลา มีพื้นที่ มีอาคารสถานที่ สำหรับใช้ชีวิตอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งในปากีสถาน

แต่ ฟอร์มิน ยังคงเป็นหนึ่งในผู้อพยพโรฮีนจาจำนวนเกือบล้านคน จากค่ายผู้ลี้ภัยที่คราคร่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลกใบนี้ ที่ ค็อกซ์ บาซาร์ ชายแดนบังกลาเทศติดต่อกับพม่า

ฟอร์มิน ยังคงต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตัวเองและเพื่อพี่น้องร่วมเชื้อชาติอีกมากมายไม่น้อย ต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานนัก หรืออาจตลอดทั้งชีวิตเพื่อให้พี่น้องร่วมเชื้อชาติของตนเองได้รับการยอมรับ ถูกมองมาว่าเป็น “คน” เหมือนกัน ในดินแดนที่เธอลืมตาขึ้นมาดูโลก

Advertisement

แต่ ฟอร์มิน ยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งนั้นจนถึงที่สุด ในทันทีที่เธอพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหม่เพื่อคนอื่น ไม่ใช่การดิ้นรนเอาชีวิตตัวเองให้รอดเหมือนที่ผ่านมา

เธอยังจำได้ถึงคำบอกเล่าเชิงท้าทายของผู้เป็นครู ที่เปิดโลกให้เธอรู้จักมาลาลา เป็นครั้งแรก

“ถ้า มาลาลา ดิ้นรนต่อสู้จากปากีสถานจนบรรลุสู่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้สำเร็จ ทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้?”

ฟอร์มิน ทำได้แล้ว แม้จะไม่อลังการเหมือน ออกซ์ฟอร์ด แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษา เป็นที่ซึ่งเธอมีอิสระ สามารถเรียนรู้ ตักตวงได้มากเท่ามากอย่างที่ใจอยาก

ในวัย 19 ปี จากอดีตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แวดล้อมด้วยความรุนแรง และความตาย

ฟอร์มิน อัคเทอร์ สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อสตรีแห่งเอเชีย ที่จิตตะกอง บังกลาเทศ เหมือนอย่างที่ฝันไว้ตลอดมาได้สำเร็จแล้ว!

******

ครอบครัวของ ฟอร์มิน จากหมู่บ้าน ฮลาย ที หมู่บ้านมุสลิมล้วน ประชากรราว 6,000 คน เป็นครอบครัวโรฮีนจาปกติทั่วไปในยะไข่ รัฐที่ไม่เพียงยากจนที่สุด และด้อยพัฒนาที่สุดของประเทศเท่านั้น ยังมีการแบ่งแยกและเหยียดผิวพรรณ เหยียดเชื้อชาติมากที่สุด รุนแรงที่สุดในพม่าอีกด้วย

หมู่บ้านบ้านเกิดที่ไม่เคยยอมรับพวกเขา แต่กลับเรียกขานว่า “แบงกาลี” เพื่อให้รู้สำนึกว่า ในทัศนะของคนพม่าทั่วไป พวกเขาเป็นเพียงคนที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ เท่านั้น

โมฮัมเหม็ด ฮอสเซน ผู้เป็นพ่อของ ฟอร์มิน มีลูกผู้หญิง 2 คน นอกจาก ฟอร์มิน ลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัว ยังมี นูร์ จาฮัน ผู้เป็นพี่สาวอีกคน

โมฮัมเหม็ด เป็นเกษตรกร ใช้ชีวิตติดไร่นา เหมือนกับชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ เขาคงไม่คิดอะไรมากมายเกี่ยวกับอนาคตของลูกสาวทั้งสอง ถ้าหากไม่บังเอิญว่า ซายัต ฮอสเซน ผู้เป็นอาของเด็กทั้งสอง ไม่แสดงให้เห็นว่า การศึกษานั้นสามารถ “เปลี่ยนชีวิต” คนเราได้อย่างไร

ซายัต เข้าเรียนโรงเรียนวิศวกรในย่างกุ้ง ในปี 1994 อีก 2 ปีต่อมาเมื่อทั้งโรงเรียนร่วมประท้วงรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ก็ถูกทางการปิดตาย ซายัตหลบหนีออกจากย่างกุ้ง ทำงานใช้แรงอยู่ในพม่าระยะหนึ่ง ก่อนได้ไปลี้ภัยในนอรเวย์ และได้ดิบได้ดีเป็น ล่าม ของทางการอยู่ในเวลานี้

อิทธิพลของซายัต ทำให้ โมฮัมเหม็ด ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเด็กหญิงทั้งสองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ค้านกับความเห็นของทั้งหมู่บ้านที่ว่าการศึกษาสำหรับเด็กหญิงคือการสูญเปล่า

ถึงตอนที่เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นนั้น ฟอร์มิน กับ นูร์ จาฮัน กลายเป็นเพียงเด็กหญิง 2 คนของหมู่บ้านที่เรียนจนจบชั้นมัธยมได้สำเร็จ

การจำกัดการศึกษา การจ้างงาน และการเดินทาง ทำให้ โรฮีนจา ส่วนใหญ่ ก็เป็นเหมือนกับพ่อของฟอร์มิน ทำไร่ทำนาโดยไม่ประสีประสากับโลกภายนอก

ในการสำรวจของศูนย์ เพื่อความหลากหลายและความกลมกลืนแห่งชาติ ในนครย่างกุ้งเมื่อปี 2015 ยะไข่ เป็นรัฐที่มีอัตราผู้รู้หนังสือ ต่ำที่สุดในประเทศ เด็กๆ โรฮีนจา ถึงแม้สามารถเข้าเรียนได้ แต่ก็ยากที่จะรุดหน้าได้เหมือนเด็กนักเรียนทั่วๆ ไป

ภาษาของพวกเขาไม่เคยได้รับการยอมรับในพม่า ดังนั้นเด็กๆ ที่ไม่รู้ภาษาพม่า จึงไม่เข้าใจสิ่งที่ครูในโรงเรียนรัฐบาลสอน

ผู้เป็นพ่อ บอกกับ ฟอร์มิน ตั้งแต่อายุ 13 และ นูร์ จาฮัน ที่อายุ 16 ปีแล้วในเวลานั้นง่ายๆ ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการศึกษา

“พ่อบอกว่า อาซายัต เรียนหนังสือ ถึงได้ไปอยู่นอรเวย์ ส่วนพ่อ ไม่รู้หนังสือ ถึงได้ทำนาอยู่ที่นี่” ฟอร์มินบอก

******

ในปี 2012 กลุ่มอาสาสมัครเพื่อมนุษยธรรมสากล เข้ามาเปิดโรงเรียนการเรียนการสอนนอกเวลาสำหรับเด็กๆ ขึ้นทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ พวกเขาสอนให้เรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับใช้ในการศึกษาต่อระดับประถม เปิดโฌอกาสให้ ฟอร์มิน กับ นูร์ จาฮัน ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างที่ผู้เป็นพ่อต้องการ

โรงเรียนให้ทุนเรียนฟรี มีค่าใช้จ่ายและมีที่พักให้ แต่ทั้งคู่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่อยู่กับพ่อและแม่ที่บ้านอีกต่อไป

ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทั้งหมู่บ้าน ที่เห็นว่า ต่อไป ทั้งคู่ก็คงต้องหมกตัวอยู่แต่ในครัว ทำอาหารเลี้ยงดูสามีและลูก ผู้เป็นพ่อกลับอนุญาตให้ลูกสาวทั้งสองไปเรียนโรงเรียนพิเศษนี้ได้

ฟอร์มิน แก้ปัญหาคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ ด้วยการเขียนทุกอย่างลงในสมุดไดอารีสีขาว ประดับดอกไม้สีชมพู

“ทุกอย่างที่เป็นสุข ทุกครั้งที่มีคนมาพูดไม่ดี ฉันเขียนมันลงไปในสมุดนั้น” เธอเล่า อธิบายว่า ในเวลานั้น เธอและที่บ้านไม่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อย่าว่าแต่จะมีโทรศัพท์มือถือเลย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนได้ไม่กี่สัปดาห์ ความรุนแรงระลอกแรกก็เกิดขึ้น ชาวพุทธกับมุสลิมก่อเหตุรุนแรงเข้าใส่กัน เผาบ้านตอบโต้ซึ่งกันและกัน

“เราเห็นทหารยิงคนบนจักรยานยนต์ตาย 2 คน” ฟอร์มินเล่าซื่้อๆ ไม่นานหลังจากนั้น โรงเรียนพิเศษแห่งนี้ก็ถูกปิดตาย

ฝันของฟอร์มิน กับผู้เป็นพ่อ พังทลาย แต่ไม่สามารถทำลายความมุ่งมั่นของเด็กหญิงทั้งสองคนได้

ฟอร์มิน กับ นูร์ จาฮัน ขอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประถม เจง ชอง หมู่บ้านพิเศษหนึ่งเดียวในยะไข่ ที่ซึ่งมุสลิม ฮินดู และพุทธ เปิดร้านค้าขายเคียงกันอย่างปกติสุข ไร้วี่แววของความรุนแรง อาฆาตมาดร้าย

ความหวังทอประกายลุกโชนอีกครั้ง

ในปี 2015 ไม่นานต่อมา ออง ซาน ซู จี นำพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ชนะเลือกตั้ง ขึ้นมามีอำนาจแทนที่รัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมายาวนาน

โรฮีนจาจำนวนมาก คาดหวังว่า ดอว์ ซูจี จะนำพาสิ่งดีๆ มาให้ อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยยุติการ “ลงทัณฑ์” ไม่จบสิ้นต่อพวกเขาลงเสียที

ในปีนั้น นูร์ จาฮัน จบการศึกษาชั้นประถม เธอเข้าทำงานกับกลุ่มอาสาสมัครเพื่อมนุษยธรรมสากล สอนหนังสือให้เด็กๆ นำรายได้ที่ได้มาเป็นทุนการศึกษาให้ ฟอร์มิน

ที่โรงเรียนในเจง ชอง ฟอร์มิน พบกับคุณครูชื่อ อาลี อาห์เหม็ด หนึ่งในโรฮีนจาไม่กี่คนที่มีใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพสอนหนังสือในโรงเรียนรัฐบาลได้

เป็น “มาสเตอร์ อาลี” นี่เอง ที่ทำให้เด็กหญิงชาวโรฮีนจา ขยายความใฝ่ฝันของตัวเองกว้างขวางออกไป ผ่านการเล่าเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจนอกหลักสูตรทั้งหลายให้กับนักเรียนของตน

เธอได้ยินเรื่องราวของมาลาลา ครั้งแรกจากปาก มาสเตอร์ อาลี นี่เอง

******

เรื่องราวของผู้หญิงมุสลิมตัวเล็กๆ ที่ยึดมั่นในความคิด ในอุดมการของตัวเอง ลุกขึ้นมาต่อสู้ฟันฝ่าสารพัดข้อห้ามของทาลีบัน ติดอยู่ในใจ ฟอร์มิน ตั้งแต่แรกได้ยิน เธอทึ่งสุดขีดกับการที่ มาลาลา สามารถเอาตัวรอดจากกระสุนปืนที่จ่อยิงเข้าที่ศีรษะ และในปี 2014สามารถคว้ารางวัลโนเบลอันทรงเกียรติระดับโลกได้ในที่สุด

เธอเล่าเรื่อง มาลาลา ให้กับครอบครัวฟัง

“รู้ไหมว่า พวกนั้นเอาปืนจ่อหัวเธอ” ฟอร์มินเล่า “เธอเป็นเด็กหญิงที่ยิ่้งใหญ่จริงๆ ใส่ใจในการศึกษาเหนือสิ่งอื่นใด” แม้แต่ชีวิตของตัวเอง

ฟอร์มิน ยังได้เรียนรู้เรื่องของ เฮเลน เคลเลอร์ รบเร้าจน นูร์ จาฮัน ต้องหาหนังสือชีวประวัติของ เคลเลอร์ มาให้อ่าน ซึ่ง ฟอร์มิน อ่านรวดเดียวจบด้วยความประทับใจ

“เธอตาบอดนะ แต่เธอไม่เคยหยุดเรียนรู้ เราตาดี เห็นทุกอย่าง เราถึงหยุดเรียนรู้ไม่ได้” เธอว่า

แต่แล้ว วันที่ 8 ตุลาคม 2016 ก็มาถึง ฟอร์มินจำได้แม่น เพราะเช้าวันนั้น เธอต้องสอบข้อเขียนวิชาเคมีในตอนเช้า เธอตื่นก่อนฟ้าสว่าง เพราะอยากทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มติดอาวุธมุสลิม ที่มีมีด ไม้และสารพัดอาวุธทำเอง บุกเข้าโจมตีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยะไข่

ถือเป็นการประกาศตัวครั้งแรกของ กองทัพกู้ชาติอาระกันโรฮีนจา(อาร์ซา) ที่อ้างตัวว่าต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวโรฮีนจา

ในแสงสลัวของรุ่งสาง ฟอร์มิน เห็นทหารกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ ได้ยินเสียงปืนดังระงมไปทั่วทุกทิศ คราวนี้แม้แต่โรงเรียน เจง ชอง ก็ได้รับคำสั่งปิด

โรงเรียนเปิดอีกครั้งในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา แต่พ่อกับแม่ ไม่ยอมให้ฟอร์มินกลับไปอีกแล้วเพราะเสี่ยงต่อชีวิตเกินไป

ฟอร์มิน อ้อนวอนจนผู้เป็นพ่อพาเธอกลับไปที่โรงเรียนอีกครั้ง เพื่อสอบวิชาเคมี ในเดือนมีนาคม 2017 มีเด็กๆ อีก 150 คนเข้าสอบในวันนั้น มีแค่ 4 คนที่ผ่านการสอบ

ฟอร์มิน อัคเทอร์ คือ 1 ใน 4 คนนั้น

******

หลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2016 สถานการณ์รุนแรงขยับใกล้หมู่บ้าน ฮลาย ที เข้ามาเรื่อยๆ พอถึงเดือนสิงหาคม 2017 ขณะอยู่ในหอพักที่ เจง ชอง ผู้เป็นแม่โทรศัพท์ไปหา ฟอร์มิน บอกสั้นๆ เท่านั้นเองว่า

“หมู่บ้านเราถูกเผาไปแล้ว พวกเรากำลังจะไปบังกลาเทศ จะไปด้วยไหม ฟอร์มิน?”

ฟอร์มิน ชาไปทั้งตัว เกร็งจนพูดไม่ออก เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกถึงความกลัวสุดขีดจริงๆ กลัวถูกฆ่า รู้สึกหมดหวัง ความฝันพังทลายไปทั้งหมดจริงๆ เป็นครั้งแรก เธอคงไม่มีวันได้เรียนวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอีกแล้ว

“ในเวลาเดียวกัน ฉันก็คิดว่านี่คงเป็นวันสุดท้ายในชีวิตแล้ว วันนี้คงเป็นวันตายจริงๆ”

2 วันถัดมา ฟอร์มิน ยังคงใช้หอพักเป็นแหล่งหลบภัย ต่อเมื่อความรุนแรงคุกคามใกล้เข้ามาจริงๆ เธอกับเพื่อนนักเรียนอีก 5 คน ก็ตัดสินใจหนีไปบังกลาเทศ

แต่จะไปยังไง ไปทางไหน ไม่มีใครรู้เลย ฟอร์มินได้แต่ร้องไห้

นูร์ จาฮัน ช่วยเธอไว้อีกครั้ง เธอโทรศัพท์มา บอกให้เกาะติดไปกับกลุ่มคนเยอะๆ เข้าไว้ ฟอร์มินทำตาม อาศัยเพียงแสงสว่างจากมือถือเครื่องเล็กๆ ส่องพอให้เห็นที่หยั่งเท้า

แม้จะเห็นไม่ชัดนัก แต่ตามรายทาง ฟอร์มิน เชื่อว่า เธอเห็นร่างไร้วิญญาณของผู้คนมากมายจนนับไม่ถ้วน

เมื่อถึงลำน้ำนาฟ ฟอร์มิน ใช้เงินติดตัวมูลค่าราว 330 บาทจ่ายเป็นค่าเรือข้ามฟาก พร้อมๆกับโรฮีนจาแปลกหน้าอีก 9 คน

เธอมองกลับไปที่หมู่บ้าน ควันไฟยังกรุ่น โรยตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า แม่บอกว่า บ้านที่เธอเกิดและเติบใหญ่ถูกเผาราบเรียบแล้ว

สมุดไดอารี สมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวของ ฟอร์มิน ก็กลายเป็นขี้เถ้าไปด้วยแล้วเช่นกัน

******

ฟอร์มิน กับเพื่อนสตรีโรฮีนจารุ่นราวคราวเดียวกันอีก 24 คนได้รับเลือกให้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเอเชียที่จิตตะกอง พร้อมทุนการศึกษาที่มากพอสำหรับการใช้ชีวิต หนังสือตำราและค่าเล่าเรียนตลอด 5 ปีข้างหน้า ได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย

ฟอร์มินเลือกเรียนนิติศาสตร์ เธอบอกว่า เมื่อได้เป็นนักกฎหมาย ก็สามารถทำอะไรสักอย่างให้กับวิถีของโรฮีนจา

เมื่อถูกถามถึง ดอว์ ซู จี ฟอร์มินบอกว่า เธอโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกยกย่อง และมี ซู จี เป็นแบบอย่าง

“เราเคยคิดกันว่า ผู้หญิงคนนี้น่าจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อทุกคน” แต่ถึงตอนนี้ ถ้าได้เจอ ซูจี ฟอร์มินบอกว่าอยากจะถามเธอสักคำ

“อยากบอกเธอว่า ฉันคือโรฮีนจา เป็นผู้หญิงเหมือนกับคุณนะ เราเป็นผู้หญิงเหมือนๆ กัน ได้โปรดคิดว่าคุณมาอยู่ในสถานะอย่างเราบ้างจะได้ไหม?

“เป็นเราแล้วคุณรู้สึกยังไง?”

(ข้อมูลREUTERS)