หมายเหตุ”มติชน” นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงภาพรวมผลงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
Standard – มีมาตรฐานสากล ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ไทยประสบด้านมาตรฐานสากล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจการที่ดำเนินอยู่เจริญเติบโตอย่างไร้หางเสือจนเข้าข่ายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม หรือต่อชีวิตผู้คนหรือต่อทรัพยากรของโลก และหากไม่กำกับให้เหมาะสมโดยการปรับให้เป็นสากล นานวันเข้าจะเกิดการต่อต้านและกดดันจากนานาประเทศด้วยมาตรการทางการค้าการลงทุนต่างๆ อันจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ผลงานชิ้นสำคัญคือ การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(ไอยูยู) มาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือนขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ไอเคโอ) และการค้ามนุษย์ (ทิปส์)
ในประเด็นทิปส์ คณะของกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเมื่อปี 2558 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย รวมทั้งการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกับภาคส่วนต่างๆ ของสหรัฐ อันมีผลให้ไทยได้รับยอมรับในผลงาน และหลุดพ้นจากการเป็นเป้าโจมตีและกดดันของสหรัฐ ส่วนในประเด็นไอยูยู การที่สหภาพยุโรป(อียู) ประกาศปลดใบเหลืองภาคประมงไทยเมื่อวันที่ 8 มกราคมปีนี้ แสดงถึงการยอมรับในความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างไร้ทิศทางและไร้การควบคุมของไทย อันเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของภาครัฐและภาคเอกชนไทยกว่า 4 ปี และความร่วมมือของชาวประมงซึ่งมีความสำคัญ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคประมงของไทยอย่างขนานใหญ่ อันเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการส่งเสริมให้การประมงของไทยมีความยั่งยืนถาวรต่อไป
ในกระบวนการเดียวกันนี้ น่าจะส่งเสริมให้อาเซียนมีแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องการประมงด้วย โดยไทยพร้อมแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่มีความเป็นมาตรฐานกับประเทศต่างๆ ทั้งนี้ การดำเนินการเพื่อปลดใบเหลืองเป็นเพียงเรื่องของรูปแบบ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ เราต้องการการประมงที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลัง
ในประเด็นมาตรฐานการบินพลเรือน ภายหลังจากที่ไอเคโอติดธงแดงประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงคมนาคม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไขปัญหา จนไอเคโอปลดธงแดงไทยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจการบินของไทยไม่ถูกกระทบ ยังช่วยสนับสนุนโอกาสการเจริญเติบโตด้วยมาตรฐานที่ดีของธุรกิจการบินของไทยด้วย
Status – มีสถานะและเกียรติภูมิระดับโลก กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทูตที่ใช้”อำนาจละมุน” (soft power) ซึ่งไทยมีความแกร่งกล้าเป็นปัจจัยนำ โดยทุกสถานเอกอัครราชทูตไทยชูธงความแกร่งดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอาหาร การแพทย์และสาธารณสุข ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬามวยไทย และท่องเที่ยวไทยจนทำให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในต่างแดน
โดยงานเทศกาลไทยและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดในกว่า 50 ประเทศรอบโลกได้รับความนิยมจนเป็นงานประจำปีที่เฝ้ารอคอยในปฎิทินของคนในแต่ละเมือง นำรายได้เสริมสู่ประเทศในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
ในช่วงที่ผ่านมา สถานะของประเทศไทยในด้านต่างๆ ได้รับการปรับอันดับให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Ease of Doing Business ของธนาคารโลกในปี 2561 ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก สูงขึ้นจากเดิมถึง 20 อันดับ Bloomberg จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา และซีเอ็นเอ็นจัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีอาหารริมทางหรือ street food ดีที่สุดในโลก ทั้งในด้านคุณภาพและราคา
และนอกจากการเป็นที่ตั้งของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) มานานปีแล้ว กระทรวงการต่างประเทศยังสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางของสำนักงานระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมทั้งเป็นสถานที่จัดประชุมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเสนอร่างพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 จะช่วยส่งเสริมสถานะและบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ บทบาทของไทยในการเป็นผู้เล่นที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศต่างๆ ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเวลาคนไทยตกทุกข์ สะท้อนจากปรากฏการณ์ถ้ำหลวง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่ประสานขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ อาทิ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ได้ประสานงานกับ British Cave Rescue Council ได้อย่างทันท่วงที เพื่อนำทีมนักประดาน้ำในถ้ำมาช่วยเหลือเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่า
Synergy – มีพลัง กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมการติดตามงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ (follow up & follow through) และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในมิติการต่างประเทศอย่างเป็นองค์รวม โดยมีตัวอย่างที่สำคัญ คือ การจัดทำนโยบายต่างประเทศ 5S หรือ 5มี เพื่อเป็นกรอบให้ทุกส่วนราชการดำเนินงานด้านการต่างประเทศอย่างมีเอกภาพ ตัวอย่างอื่น ๆ ได้แก่ การประชุมระหว่างเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศเพื่อนบ้านกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ซึ่งนำไปสู่การแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 6 ภาคของไทย และเมื่อปี 2561 กระทรวงการต่างประเทศได้ขับเคลื่อนการต่างประเทศใน 9 ภูมิภาครอบโลกผ่านการจัดทำเอกสารแผนงาน Regional Mission Statements เพื่อเป็นเสมือนเข็มทิศด้านการต่างประเทศให้ทีมประเทศไทยที่ประกอบด้วยส่วนราชการไทยทั้งหลายในต่างประเทศ มีเอกภาพในการทำงานภายใต้การนำการขับเคลื่อนของเอกอัครราชทูตผู้เป็นหัวหน้าทีม
กระทรวงการต่างประเทศยังทำงานร่วมกับภาคเอกชนไทยในแนวประชารัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ใช้มุมการเมืองการต่างประเทศช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของเอกชนไทยในต่างประเทศ รวมทั้งการเป็นพันธมิตรส่งเสริมภาพลักษณ์และสถานะที่ดีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
อีกมิติหนึ่งคือ การทูตเพื่อประชาชน (people-centred diplomacy) เพื่อให้คนไทยต่างแดนกว่า 1.6 ล้านคน รวมทั้งคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว หรือนักเรียน/นักศึกษา มีที่พึ่ง รู้สึกอบอุ่น ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ และพัฒนาชุมชนไทยในต่างประเทศเข้มแข็ง โดยถือว่าคนไทยในต่างประเทศทุกคนล้วนเป็นผู้แทนที่จะช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีและส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศไทยในต่างประเทศ
เมื่อปี 2561 เครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกได้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ดำรงธรรมในต่างประเทศ” ในการช่วยคนไทย 6,376 ราย (เหยื่อค้ามนุษย์ 135 ราย) และโดยที่การทูตต้องใช้ดิจิตัลเช่นกัน กรมการกงสุลจึงเปิดบริการทำหนังสือเดินทางเล่มด่วน จัดทำ Thai Consular Application เพิ่มช่องทางติดต่อในการช่วยเหลือและให้ข้อมูลแก่คนไทยอย่างรวดเร็ว
๐ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายรอคอย คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นที่ยอมรับในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ และมองการต่างประเทศของไทยในระยะต่อไปอย่างไร
ประเด็นที่ถามนี้เป็นเรื่องการคัดสรรคนมาทำหน้าที่ผู้นำประเทศและดูแลผลประโยชน์ของชนในชาติ ผู้คัดสรรคือประชาชน แต่เราจะเห็นบ่อยครั้งในทุกช่วงสมัยของการคัดสรรในไทยซึ่งเรียกว่า “การเลือกตั้ง” ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ยั่งยืน ไม่สามารถสืบทอดการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง คนจำนวนหนึ่งจะบอกว่า ไม่เป็นไร ให้ผ่านกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งจะพัฒนาดีขึ้นเอง บางกลุ่มคนจะบอกว่าหาวิธีที่ประชาชนยอมรับได้ว่าเหมาะแก่ประเทศไทยแต่มีคุณค่าเสมอเหมือนในเป้าหมาย คือผลประโยชน์ของชนในชาติได้รับการดูแลอย่างดีและเต็มที่ และความต่อเนื่องที่ยั่งยืนในการพัฒนาบ้านเมืองจะได้รับการตอบโจทย์ด้วย นี่คือปัญหาที่เรื้อรังของไทยที่จำเป็นต้องหาข้อยุติสักวันหนึ่งข้างหน้า
แต่สำหรับวันนี้ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเกิดในปีที่มีความสำคัญมากในหลายแง่มุมทั้งของบ้านเมือง ประชาชนและแผ่นดิน ฉะนั้นจึงมีความมั่นใจว่าคนไทยทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศจะช่วยกันรวมพลังก่อให้เกิดความราบรื่น นำพาให้ประเทศไทยก้าวข้ามสารพัดอุปสรรคและหลุดพ้นจากสารพันความขัดแย้งที่เคยมีอยู่ เพื่อให้ประเทศไทยของเราทุกคนเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในอนาคตอยากเห็นบ้านเมืองอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของภูมิภาค การต่างประเทศจะเดินไปเพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้ แต่หัวใจคือคนไทยทุกคนต้องเห็นความสำคัญของเรื่องนี้และช่วยกันสนับสนุน โดยร่วมกันสร้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพื่อเอื้อให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่างต่อเนื่องไปได้ เมื่อบ้านเมืองเดินหน้า มีความเข้มแข็งและมีอนาคต นโยบายต่างประเทศก็จะได้รับการตอบสนองด้วยดีจากคนในประเทศ ทุกคนก็จะช่วยกันมีส่วนร่วม ในขณะเดียวกันการต่างประเทศก็จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศเจริญก้าวหน้าและประชาชนได้รับประโยชน์ ความต่อเนื่อง (continuity) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และต้องใส่ใจกับการพัฒนาคุณภาพของคน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของประเทศ

