ในแต่ละปี 1 ใน 4 ของการตั้งครรภ์ทั่วโลกจบลงที่การทำแท้ง จากการประมาณการขององค์การอนามัยโลก (ฮู) และสถาบันกุตมาเคอร์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสำนักข่าวบีบีซีนำมารายงานเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม
กรณีศึกษาข้างต้นตีพิมพ์อยู่ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ตระบุว่า มีการทำแท้งเกิดขึ้นทั่วโลก 56 ล้านครั้ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดคิดกันก่อนหน้านี้ โดยในแต่ละปี ระหว่างปี 2533-2537 มีการทำแท้งเกิดขึ้นทั่วโลก 50 ล้านครั้ง แต่เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 56 ล้านครั้ง ระหว่างปี 2553-2557
อัตราการทำแท้งเพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา อันเป็นผลจากการมีประชากรเพิ่มขึ้นและความต้องการมีครอบครัวขนาดเล็กลง
จากการคำนวณของทีมนักวิจัยยังชี้ว่า ขณะที่จำนวนการทำแท้งต่อรายบุคคลจะหยุดนิ่งไปในพื้นที่ยากจนส่วนใหญ่ แต่ในพื้นที่ร่ำรวย การทำแท้งลดลงไปจาก 25 ครั้ง เหลือ 14 ครั้ง ต่อสตรีในวัยเจริญพันธุ์ 1,000 คน
นักวิจัยชี้ว่าอัตราการทำแท้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลกคล้ายคลึงกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าการทำแท้งถูกบัญญัติให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งนักวิจัยชี้ว่ากฎหมายห้ามการทำแท้งไม่ได้เป็นสิ่งที่จำกัดการทำแท้ง และยังสามารถทำให้ผู้คนหันไปพึ่งการทำแท้งเถื่อนที่ไม่ปลอดภัยแทนได้อีกด้วย
รายงานการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการทำแท้งมากกว่าพื้นที่ใดๆ เช่น ละตินอเมริกา ที่การตั้งครรภ์ 1 ใน 3 จบลงที่การทำแท้ง กรณีศึกษายังชี้อีกว่า อัตราการทำแท้งยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในยุโรปตะวันตก ซึ่งนักวิจัยระบุว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากการอพยพเข้ามาของผู้หญิงจากชาติยุโรปตะวันออกและพื้นที่อื่นๆ
ดร.เบลา กานาทรา จากฮู กล่าวว่า การศึกษาที่พบว่าอัตราการทำแท้งเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและการขยายการเข้าถึงการให้บริการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทว่า การแก้ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะผู้หญิงส่วนมากบอกว่าเลือกที่จะไม่ใช้วิธีการคุมกำเนิด เพราะกลัวเรื่องผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หรือเพียงคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงน้อยที่จะท้อง

