นาย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย (APRC) ได้กล่าวเปิดการประชุมเวทีสาธารณะในหัวข้อเรื่อง “An Uneasy Peace: China in a Divided World” หรือ”สันติภาพที่ไม่ง่าย:จีนในโลกที่ถูกแบ่งฝ่าย” จัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา จัดขึ้นโดยคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ – กระทรวงการต่างประเทศ (DVIFA) คณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย (APRC) และสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยนายสุรเกียรติ์ ระบุว่า เวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2017 เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี นั้นเป็นสิ่งที่อาจทำให้ต้องประเมินถึงบทบาทและวิธีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจในโลกให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
จีนนั้นก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และโครงการริเริ่ม Belt and Road (BRI) ของจีนนั้นถูกมองว่าเป็นโครงการที่จะช่วยสร้างประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับโลกโดยรวม แต่ทว่าก็มีผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนที่มองข้อริเริ่มดังกล่าวเป็นภัยคุกคามความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ
นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) จีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการค้าอย่างเสรีนั้นเป็นมาตรฐานในการทำการค้าระหว่างประเทศ ทว่าเหตุการณ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาในการทำการค้าระหว่างประเทศของสองชาติเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 1 และอันดับที่ 2 ของโลกกลับแตกต่างออกไป และนำไปสู่การปะทะกันของยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจเป็นสภาพสงครามการค้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเวลานี้โลกก็กำลังรอคอยผลของการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐก่อนหน้าวันที่ 1 มีนาคมอย่างใจจดจ่อ

นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงทำให้สหรัฐอเมริกาในยุคทรัมป์ มีจุดยืนในเวทีโลกที่แตกต่างออกไปจากทุกๆช่วงเวลาหลังสงครามเย็น และแม้จะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ มันได้กลายเป็นรากเหง้าของปัญหาสภาวะสองขั้วในยุคศตวรรษที่ 21 นั่นคือสหรัฐและจีนในโลกใบใหม่ที่ถูกแบ่งแยก
แต่หากมองเข้าไปในนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของจีนอย่างใกล้ชิด ผมจะกังขาอย่างยิ่งหากจีนจะมองไปในลักษณะนั้นเช่นกัน อย่างน้อยไม่ใช่ในแง่ของการแข่งกันขยายอำนาจในฐานะศัตรู
การสนับสนุนขยายการค้า และการค้าเสรีนั้นเป็นสิ่งที่จีนให้ความสำคัญเป็นสิ่งแรกอย่างแน่นอน และจะเป็นเช่นนั้นต่อไป จีนจะสร้างตลาดนานาชาติอย่างต่อเนื่อง การขายตลาดและการสร้างผลประโยชน์สองฝ่ายจะมีขึ้นผ่านเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แนวคิด BRI
ความริเริ่มดังกล่าว จีนจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจผ่านการค้าและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน 1,400 ล้านคน ดังนั้นในมุมมองของผม ผู้นำจีนจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากการเผชิญหน้าในโลกที่แบ่งขั้วเป็นสองฝ่าย
สำหรับบทบาทของจีนในภูมิภาคนี้นั้นมีข้อสังเกตุหลายประการ หนึ่งคือ ความริเริ่ม BRI ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือในหลายๆส่วนของเอเชีย บทบาทของจีนในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางแผ่นดิน ทะเล และทางอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงการพัฒนาเศรษฐกิจในทวีปไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับการที่มีผู้วิพากษ์วจารณ์โครงการ BRI นั้น นายสุรเกียรติ ระบุว่าข้อพิสูจน์ในข้อดีของโครงการดังกล่าวก็คือการที่มีประเทศที่เห็นชอบและสนับสนุนโครงการดังกล่าวมากถึง 70 ประเทศทั้งในและนอกทวีปเอเชีย ผู้สนับสนุนมีทั้งผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์เอง ผู้ที่อาจเสียประโยชน์ กับสนับสนุนโครงการดังกล่าวซึ่งสามารถทำให้แน่ใจได้ว่าจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ทุกๆภาคส่วน เป็นต้น
บทบาทของจีนในภูมิภาคประการที่สองคือบทบาทในการต่อสู้กับแนวคิดต่อต้านโลกาภิวัติที่เพิ่มมากขึ้น ในภูมิภาค ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และ เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (FTAAP) ก็เป็นความร่วมมือและความริเริ่มทางเศรษฐกิจอันสำคัญที่เกิดขึ้นใหม่ และโครงการริ่เริ่มของจีนและผู้นำจีนก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่า โครงการ BRI, RCEP, FTAAP จะสามารถช่วยให้แนวคิดเศษฐกิจเสรีและเศรษฐกิจแบบเปิดยังมีน้ำหนักอยู่ได้

