เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์กรช่วยเหลือเด็กระหว่างประเทศ หรือ เซฟ เดอะ ชิลเดรน อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงานในที่ประชุมความมั่นคงมิวนิคระบุว่า ในแต่ละปีมีเด็กทารกอย่างน้อย 100,000 ราย ที่เสียชีวิตจากสงครามความขัดแย้งและจากผลพวงของภาวะสงครามที่ทำให้เด็กต้องเผชิญกับสิ่งคุกคามมากมายซึ่งมีตั้งแต่ความอดอยากหิวโหย โรงพยาบาลถูกทำลาย การไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขและสุขลักษณะที่ดี ตลอดจนการถูกปฏิเสธความช่วยเหลือ
องค์กรช่วยเหลือเด็กฯ ระบุอีกว่า ใน 10 ประเทศที่ตกอยู่ในภาวะสงครามเลวร้ายหนักสุด ได้แก่ อัฟกานิสถาน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อิรัก มาลี ไนจีเรีย โซมาเลีย ซูดานใต้ ซีเรีย และ เยเมน มีเด็กทารกอย่างน้อย 550,000 รายที่เสียชีวิตเนื่องจากผลของการสู้รบในระหว่างปี 2556-2560
นอกจากนี้เด็กยังเผชิญภัยคุกคามจากการถูกเข่นฆ่าสังหารหรือทำให้พิการ การถูกกลุ่มติดอาวุธเกณฑ์ไปสู้รบ การถูกลักพาตัวหรือกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ ซึ่งนางเฮลเล ธอร์นนิง-ชมิดต์ ซีอีโอขององค์กรช่วยเหลือเด็กฯ ชี้อีกว่ากำลังมีสัญญาณเตือนให้เห็นถึงการใช้ “ความช่วยเหลือ” มาเป็นอาวุธในสงครามด้วย
รายงานการศึกษายังพบอีกว่าในปี 2560 มีเด็กอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งราว 420 ล้านคน คิดเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเด็กทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้าถึงราว 30 ล้านคน โดยเด็กที่เสียชีวิตทั้งหมดจากผลกระทบทางอ้อมของภาวะสงครามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นเป็น 870,000 ราย เมื่อนับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบรวมเข้าไปด้วย
องค์กรช่วยเหลือเด็กฯ ยังเสนอแนะแนวทางปกป้องเด็กจากผลกระทบของภาวะสงคราม เช่น การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการเกณฑ์ทหารไว้ที่อายุ 18 ปี และการหลีกเลี่ยงการใช้ระเบิดเป็นอาวุธในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่

