สื่อต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ตามเวลาในสหรัฐ วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้เหยื่อและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุวินาศกรรมสหรัฐ 9/11 ฟ้องซาอุดีอาระเบียในข้อหาเกี่ยวเนื่องกับการก่อการร้ายดังกล่าวได้แล้ว
ร่างกฎหมายนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากทำเนียบขาวส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนว่าจะบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ในที่สุดหรือไม่ เพราะนายพอล ไรอัน ประธานสภาสหรัฐ ก็แสดงความวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกับนายมิตช์ แมคคอแนล ผู้นำเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็ยังไม่แสดงท่าทีตอบรับเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเหตุให้กฎหมายฉบับนี้ล่าช้ามานานหลายเดือน แต่ในที่สุดผู้นำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวก็สามารถผลักดันให้ผ่านกฎหมายได้ด้วยการลงคะแนนเสียงซึ่งนับเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักโดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นที่ถูกเถียงกันอย่างหนักเช่นนี้
ด้านโฆษกทำเนียบขาวออกมาระบุว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะใช้สิทธิ์วีโต้ร่างกฎหมายนี้เพราะเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าโอบามาจะลงนามเพื่อให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ขณะที่ทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็ย้ำว่ากฎหมายดังกล่าว อาจส่งผลให้สหรัฐและพลเมืองสหรัฐที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน เพราะจะเป็นการเปลี่ยนแนวปฏิบัติในเรื่องเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูตที่มีอยู่อย่างยาวนานในกฏหมายระหว่างประเทศ และยังจะทำให้สหรัฐเปราะบางต่อการถูกดำเนินคดีในศาลต่างๆ ทั่วโลกได้อีกด้วย แต่วุฒิสมาชิกที่นำเสนอร่างกฏหมายดังกล่าวมั่นใจว่าการวีโต้ของโอบามาก็จะไม่มีผลใดๆ และจะถูกคว่ำในที่สุด
กฎหมาย”ความยุติธรรมต่อผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย”จะเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มก่อการร้ายไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูตในศาลของสหพันธรัฐได้ ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุวินาศกรรมดังกล่าวแต่ครอบครัวของเหยื่อที่เสียชีวิตยังคงพยายามที่จะหาทางนำเรื่องขึ้นสู่ศาลแต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เปิดช่อง
ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกมาเตือนว่าจะเทขายทรัพย์สินในสหรัฐที่อยู่ในความครอบครองของซาอุดีอาระเบียกว่า 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แต่ออกมาปฏิเสธข่าวในภายหลังว่าไม่ได้มีการขู่ที่จะขายพันธบัตรสหรัฐแต่เพียงระบุว่ากฎหมายเช่นนี้จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสหรัฐลดลง ซึ่งไม่เพียงแต่ซาอุดิอาระเบียเท่านั้น

