ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของญี่ปุ่นที่มีการเปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นในประเทศจะลดลง แต่สิ่งที่น่าตกใจคือการเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย กลับกลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของเด็กญี่ปุ่นในกลุ่มช่วงวัย 10-14 ปี ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นนับจากช่วงหลังสงครามเป็นต้นมา
สัญญาณอันตรายนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากรายงานสมุดปกขาวเรื่องการป้องกันการฆ่าตัวตายของกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นที่เปิดเผยในปี 2560 และเอกสารอื่นๆ ซึ่งให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นรวมกันในทั่วประเทศมีอัตราลดลงอย่างผิดหูผิดตาในช่วงหลายปีนี้ แต่สถิติการฆ่าตัวตายในปี 2560 ชี้ว่าเด็กญี่ปุ่น 100 คนในกลุ่มช่วงวัยนี้ที่ฆ่าตัวตาย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดของเด็กในรุ่นนี้หรือเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 เป็นโรคมะเร็ง คิดเป็นร้อยละ 22.7 ตามมาด้วยอุบัติเหตุ ร้อยละ 11.7
ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นพุ่งขึ้นพีคสุด ในปี 2556 มีจำนวนมากกว่า 32,000 ราย ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 20,465 รายในปี 2560 ทว่าในกลุ่มประชากรช่วงอายุระหว่าง 15-39 ปี มีสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการฆ่าตัวตายมากที่สุดนับจากปี 2555 ซึ่งกว่าครึ่งที่ฆ่าตัวตายเป็นกลุ่มคนในช่วงวัย 20 ปีเศษ
รายงานสมุดปกขาวของกระทรวงสาธารณสุขฯญี่ปุ่นยังระบุอีกว่ายังไม่สามารถอธิบายได้อย่างแน่ชัดว่าเหตุปัจจัยส่วนบุคคลเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เด็กในกลุ่มอายุ 10-14 ปีตัดสินใจหุนหันพลันแล่นฆ่าตัวตายหรือไม่ และยังมีรายงานระบุอีกว่าหลายรายที่ก่อเหตุฆ่าตัวตายยังไม่ปรากฎทีท่าของการพยายามจะฆ่าตัวตายมาก่อนหน้า จึงทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับคนในครอบครัวหรือคนที่อยู่รอบข้างจะจับสัญญาณการจะฆ่าตัวตายได้
นอกจากนี้เมื่อเร็วๆนี้ยังมีแนวโน้มชี้ให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายในหมู่เด็กญี่ปุ่นมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากกลับจากวันหยุดพักผ่อนทั้งในช่วงปิดเรียนฤดูใบไม้ผลิและภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมที่กำลังห่วงวิตกกันอยู่ในขณะนี้
จุนโกะ ซากะนะกะ ที่ปรึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่งและยังเป็นสมาชิกในคณะทำงานของรัฐบาลกำกับดูแลเรื่องการป้องกันการฆ่าตัวตาย กล่าวถึงปัญหานี้ว่านี่กำลังเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงที่ “การฆ่าตัวตาย” เป็นสาเหตุใหญ่ของการเสียชีวิตของเด็กในกลุ่มช่วงวัย 10-14 ปี เพื่อที่จะป้องกันเด็กเหล่านี้คิดสั้นฆ่าตัวตาย เราในฐานะผู้ใหญ่จำเป็นจะต้องเข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริงให้ได้และทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือช่วยกันหาทางป้องกัน เช่นการตั้งออนไลน์ให้คำปรึกษา การจัดบรรยายของทางโรงเรียนในการแนะนำแนวทางแก่เด็กในยามมีปัญหาว่าควรจะขอความช่วยเหลือหรือจัดการรับมือกับปัญหาดังกล่าวของตนเองอย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือสถาบันครอบครัวที่จะต้องเป็นหลักให้เด็กยึดเหนี่ยว มีความเข้าอกเข้าใจและเป็นที่พึ่งพิงของเด็กให้ได้!

