รายงานพิเศษ : ภารกิจ 24 ชั่วโมงในพม่า ‘ดอน’ สานสัมพันธ์ทุกมิติ

เมื่อไม่นานมานี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ของพม่าเพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายติน จ่อ ประธานาธิบดีพม่า และหารือข้อราชการกับนางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยถือเป็นรัฐมนตรีจากอาเซียนประเทศแรกๆ ที่เดินทางเยือนพม่าหลังรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการสิ้นสุดยุคของการปกครองโดยรัฐบาลทหารซึ่งยาวนานหลายทศวรรษในพม่าลง

ก่อนหน้านี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าไทยกับรัฐบาลใหม่ของพม่าจะไปด้วยกันได้ดีเพียงไร ค่าที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนไทยจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับรัฐบาลทหารของพม่ามากกว่าแกนนำฝ่ายค้านหรือพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งดูจะได้รับความเห็นอกเห็นใจและใกล้ชิดกับประเทศตะวันตกมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เฉพาะกับไทยเท่านั้นที่สถานะความสัมพันธ์กับพม่าจะดำรงอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ก่อนที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา จะทำให้แต่ละประเทศกลับตัวกันแทบไม่ทันเมื่อพรรคเอ็นแอลดีกวาดชัยชนะชนิดที่เรียกว่าถล่มทลายเหนือความคาดหมายของทุกสำนัก จนทำให้พม่ากลายมาเป็นประเทศที่บริหารโดยรัฐบาลพลเรือนในปัจจุบัน

เป็นความจริงที่รัฐบาลพลเรือนของพม่าต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่พ่วงมากับความคาดหวังซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ประชาชนพม่าเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่แทบจะเรียกได้ว่ายอมเสี่ยงกันไปตายเอาดาบหน้า มากกว่าจะเลือกเอาความมั่นคงโดยยึดโยงอำนาจของกองทัพกับการเมืองพม่าเอาไว้ ห้วงเวลานี้ในพม่าจึงเป็นดังช่วงเวลาฮันนีมูนสำหรับพรรคเอ็นแอลดีที่ไม่เพียงแต่จะได้รับเสียงตอบรับด้วยฉันทามติให้ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศโดยประชาชนพม่า แต่นานาชาติยังพากันเข้าไปรุมล้อมแสดงความชื่นชมและอยากมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบตามมาตรฐานโลกแล้วในที่สุด

บางคนตั้งคำถามว่า เหตุใดประธานาธิบดีติน จ่อ ของพม่าจึงเลือกที่จะเดินทางไปเยือนลาวเป็นประเทศแรกหลังรับตำแหน่ง หากเป็นผู้ที่ติดตามข่าวต่างประเทศมานานก็จะทราบดีว่า สาเหตุสำคัญก็เพราะขณะนี้ลาวดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน การที่ประธานาธิบดีพม่าพร้อมด้วย นางออง ซาน ซูจี เลือกที่จะไปเยือนลาวเป็นที่แรกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะน้อยจะมากก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่ามีความสำคัญยิ่งสำหรับทั้งสองประเทศ ไม่เพียงแต่พรมแดนไทย-พม่าจะยาวมากที่สุดคือกว่า 2,401 กิโลเมตร แต่ไทยยังเป็นประเทศที่มีชาวพม่าอาศัยอยู่มากที่สุดอีกด้วย

การเยือนพม่าของรัฐมนตรีต่างประเทศไทย แม้จะเป็นเวลาเพียง 24 ชั่วโมง แต่ก็ถือว่าได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะได้เข้าพบกับประธานาธิบดีติน จ่อ และ นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า และได้มีการหารือกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งนายดอนให้สัมภาษณ์หลังเยี่ยมคาราวะนายติน จ่อ ว่า เป็นการพบปะในฐานะประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง โดยได้มีการพูดถึงภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปสู่ความร่วมมือในมิติต่างๆ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับพม่ายาวที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนด้วยกัน มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมานาน 69 ปี

ซูจี - ดอน

และเป็นความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์มาตลอด ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศมีลักษณะเหมือนกันคือเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น ความร่วมมือใหญ่คือความร่วมมือด้านการพัฒนาซึ่งทำในหลายกรอบ ทั้งความร่วมมือระดับทวิภาคี ความร่วมมือในอาเซียน ความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค และความร่วมมือ 3 ฝ่าย ซึ่งแต่ละกรอบมีความหลากหลาย

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่เป็นความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ ไทย พม่า และญี่ปุ่น ว่าจะต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่ไทยกับพม่ายังสามารถมีความร่วมมือ 3 ฝ่ายทั้งกับญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในอีกหลายเรื่อง อีกทั้งยังได้หารือกันถึงเรื่องการศึกษา การฝึกอบรม และแรงงาน เพราะขณะนี้ถือว่ามีชาวพม่าอยู่ในไทยมากที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงนโยบายที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะการดูแลแรงงานก็เป็นประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายได้รับและยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงด้านประชาชนในรูปแบบหนึ่งด้วย ขณะที่ไทยได้ฝากให้พม่าช่วยดูแลนักลงทุนไทยในพม่าซึ่งเป็นเสมือนหัวหอกนำไปสู่ความร่วมมือด้านการลงทุนและการมีปฏิสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยไทยให้ความมั่นใจว่าการเข้ามาของนักลงทุนไทยในปัจจุบันจะเอื้อประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย

ส่วนการหารือข้อราชการกับ นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยซูจีแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และว่ามีหลายเรื่องที่ได้หารือกันและหวังว่าจะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคตเพื่อประโยชน์กับประชาชนของ 2 ประเทศและภูมิภาค ซึ่งรวมถึงประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือเรื่องแรงงาน ซึ่งซูจีย้ำว่าพม่าก็พร้อมจะรับผิดชอบต่อแรงงานพม่าในไทย และไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นภาระของไทยเท่านั้น พร้อมกับแสดงความชื่นชมไทยที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานพม่า ทั้งยังมีแผนที่จะพัฒนากฎหมายเพื่อให้การดูแลแรงงานต่างด้าวในไทยอย่างต่อเนื่องด้วย

ซูจีได้ย้ำกับผู้สื่อข่าวว่า พม่าให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน และหวังว่าอาเซียนจะช่วยนำความสุขมาสู่ประชาชนของประเทศสมาชิก ขณะที่ในประเด็นทวิภาคีกับไทยนั้นเห็นว่าทุกประเด็นมีความสำคัญและมีความแตกต่าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เชื่อว่า 2 ประเทศมีความตั้งใจจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดหรือกำลังจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อมีประเด็นก็ย่อมจะมีปัญหาตามมา สิ่งสำคัญคือ เราจะแก้ไขมันอย่างไร โดยตนเห็นว่าควรแก้ไขในแนวทางที่มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาร่วมกัน มากกว่าจะมองเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือรู้สึกไม่เป็นมิตรระหว่างกัน

ขณะที่นายดอนระบุว่า ประเด็นของการหารือได้สะท้อนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นการหารือที่ตรงไปตรงมา เชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีของความสัมพันธ์ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคตต่อไป

ส่วนใครที่อยากพบดอกไม้เหล็กแห่งพม่าก็คงไม่ต้องรอกันนาน เพราะข่าวแว่วมาว่า นางออง ซาน ซูจีได้ตอบรับที่จะเดินทางเยือนไทยแล้วในราวเดือนมิถุนายนนี้
พิษณุ สุวรรณะชฏ

เอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า

การดำเนินวิเทโศบายทางการทูตกับพม่าเริ่มต้นด้วยการจัดงานด้านวัฒนธรรมโดยความร่วมมือระหว่างสถานทูตกับมูลนิธิไทยนำนาฏศิลป์จากสถาบันพัฒนาศิลป์ไทยมาแสดงที่นครย่างกุ้งและกรุงเนปิดอว์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ที่ย่างกุ้ง มุขมนตรีภาคย่างกุ้งพร้อมด้วยภริยาและคณะรัฐมนตรีภาคย่างกุ้งจำนวนมากรวมถึงคณะทูตานุทูตก็ได้มาร่วมชม เช่นเดียวกับที่กรุงเนปิดอว์ที่มีรัฐมนตรีและภริยามาร่วมงานถึง 6 คู่ คณะรัฐมนตรีก็มาร่วมงานมาก อาทิ ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและโรงแรม มุขมนตรีแห่งรัฐ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จนทำให้ห้องประชุมที่ศูนย์การประชุมนานาชาติในกรุงเนปิดอว์มีคนมาเข้าร่วมจนเต็มทุกที่นั่ง หลังการแสดงทางวัฒนธรรมแล้วก็มีคณะของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีมาเยือนพิษณุ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐบาลใหม่ของพม่าเป็นอย่างไร

ไม่ว่าในอดีตจะมีความเข้าใจอย่างไร แต่ขณะนี้ก็มีความชัดเจนว่ารัฐบาลพม่าภายใต้การนำของพรรคเอ็นแอลดีให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอาเซียนและเพื่อนบ้าน ไทยเป็นประเทศที่ผู้นำพม่าทุกระดับทุกคนย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีความสำคัญกับพม่า ยุทธศาสตร์และนโยบายสำคัญของพม่าจะไม่มีโอกาสที่ประสบความสำเร็จหากปราศจากความร่วมมือกับไทย อาทิ การเจรจาสันติภาพ ความร่วมมือเรื่องแรงงานต่างด้าว การพัฒนาตามแนวชายแดน ผู้หนีภัยการสู้รบ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

 

 

 

คนพม่ามองไทยอย่างไร

คนพม่ารักคนไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่สำคัญคือเขาชื่นชมไทยในเรื่องสินค้าและวัฒนธรรม ถ้ามีโอกาสคนพม่าก็อยากมาเที่ยวไทย ฉะนั้น เรื่องความนิยมชมชอบเป็นแต้มต่อที่สำคัญสำหรับไทยในพม่าอยู่แล้ว

ทัศนคติที่ผิดของคนไทยต่อพม่าคืออะไร

การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่อาจไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง อาทิ เรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจพื้นฐานทางสังคมของเขาซึ่งมีความหลากหลายซับซ้อน ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะสามารถทำอะไรได้อีกมาก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon