สิงคโปร์ออกกฎหมายใหม่คุมสื่อออนไลน์เรื่องข่าวปลอม พร้อมบทลงโทษหนัก

FILE PHOTO: REUTERS/Kacper Pempel/Illustration/File Photo

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน บรรดาตัวแทนของบริษัทเทคโนโลยีด้านไอทีขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ รวมถึงนักเคลื่อนไหวและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) พากันแสดงความกังวลในทางลบต่อร่างกฏหมายเพื่อการควบคุมสื่อออนไลน์ใหม่ของทางการสิงคโปร์ที่เผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีบทบัญญัติต่อต้านการนำเสนอข่าวสารที่ผิดหรือไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย พร้อมบทลงโทษทั้งโทษจำคุกและปรับเป็นเงินมหาศาลสำหรับผู้ละเมิดและบริษัทเจ้าของสื่อดังกล่าวเหล่านั้น โดยระบุว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศนี้

ในร่างกฎหมายที่นำเสนอโดยกระทรวงนิติการและกิจการภายใน ซึ่งมีนาย เค. ชานมูกัมเป็นรัฐมนตรีและคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาซึ่งสมาชิกเกือบทั้งหมดสังกัดพรรครัฐบาลได้ไม่ยากในเร็วๆ นี้ กำหนดให้รัฐมนตรีทั้งหลายมีอำนาจสั่งการให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายอย่างเช่น เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ หรือ กูเกิล จำเป็นต้องโพสต์ข้อความเตือนและแก้ไขให้ถูกต้องเอาไว้ติดต่อกับเนื้อหาในโพสต์ใดๆ ที่รัฐบาลเห็นว่ามีเนื้อหาผิดๆ หรือบิดเบือน เรื่อยไปจนถึงในกรณีที่ร้ายแรงก็สามารถสั่งการให้เจ้าของเว็บไซต์ ลบโพสต์ดังกล่าวได้ทันที

ทั้งนี้ในกรณีที่เกิดการฝ่าฝืนด้วยเจตนามุ่งร้ายและสร้างความเสียหายให้กับผลประโยชน์ของประเทศสิงคโปร์ บรรดาบริษัทเจ้าของกิจการสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวเหล่านั้นอาจถูกลงโทษปรับให้สูงสุดถึง 1 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราว 23.5 ล้านบาท ในขณะที่ปัจเจกบุคคลที่รับผิดชอบในการละเมิด อาจถูกลงโทษจำคุกได้นานถึง 10 ปี

รัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าควบคุมทุกอย่างในประเทศอย่างเข้มงวด รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพลเรือน อ้างว่ามาตรการต่างๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดหมุนเวียนของข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆ และบิดเบือน ซึ่งจะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีประชากรหลายเชื้อชาติอยู่รวมกัน

อย่างไรก็ตามสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย (เอไอซี) ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของกิจการในอุตสาหกรรมไอทีในเอเชียซึ่งรวมถึง เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์และกูเกิล ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาสุดโต่งที่สุดในบรรดากฎหมายทั้งหลายในทุกประเทศที่บัญญัติขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกัน และเชื่อว่าการเข้มงวดมากเกินไปดังกล่าวนี้จะทำให้เสรีภาพในการแสดงออกและการพูดตกอยู่ในสภาพเสี่ยงทันที ในขณะที่นายไซมอน มิลเนอร์ รองประธานฝ่ายนโนยบายภาครัฐในเอเชีย-แปซิฟิกของเฟซบุ๊ก ยอมรับว่าเป็นกังวลต่อการให้อำนาจรัฐมนตรีสั่งการให้ลบข้อความที่โพสต์ไว้ได้ เพราะเฟซบุ๊กยึดถือการเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดกว้างให้ผู้คนสามารถแสดงออกได้โดยเสรีและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญต่อบริษัท ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องจัดการกับคำขอของรัฐบาลอย่างระมัดระวังที่สุดและใคร่ครวญให้รอบคอบที่สุด

นาย เค. ชานมูกัม ตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเอาไว้ในเฟซบุ๊กโพสต์ของตนเองในวันเดียวกันนี้ ระบุว่า มาตรการตามกฏหมายใหม่นี้พุ่งเป้าไปที่การเผยแพร่ข้อความที่ผิดหรือบิดเบือนจากข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งของทางการต่อศาลได้ ซึ่งทำให้ในที่สุดแล้วศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ถูกตอบโต้จากนักเคลื่อนไหวและองค์กรเอ็นจีโอว่า จะมีประชาชนธรรมดาสักกี่คนที่ตัดสินใจฟ้องร้องรัฐบาลและมีเงินพร้อมที่จะต่อสู้คดีได้

บทความก่อนหน้านี้คนงานก่อกองไฟ ลมกระโชกแรงไฟลุกลามติดหางเทรลเลอร์เสียหาย 3 หาง มูลค่าหลายแสน
บทความถัดไปส.ส.ปชป.จัดหนัก “ชวน” อยู่ในวงถก ไม่เถียงซักคำ ฮึ่ม ยืนกราน พร้อมแหกกฎ ไปร่วมพปชร.