ปัญหาหมอกควันพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมาสร้างผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับหมอกควันที่สาเหตุหลักมาจากการเผาป่า จนทำให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือ PM2.5 ทำสถิติสูงสุดเกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ในหลายจังหวัดโดยเฉพาะเชียงราย และเชียงใหม่
สถานการณ์หมอกควันที่รุนแรงในรอบหลายปีทำให้เกิดข้อเสนอจากเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ กลุ่มเอ็นจีโอเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เสนอทางออกว่า ปัญหาหมอกควัน ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่หมายถึงปัญหาของอีกหลายจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคเหนือและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าเป็นพม่า สปป.ลาว จีน กัมพูชา เวียดนาม จะไม่สามารถแก้ไขเพียงจุดเดียวได้ จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ในวงเสวนา MFU Voice for Clean Air ของนักวิชาการ ราชการ เอกชนและประชาชน เห็นว่าการแก้ไขปัญหาคือ การยกระดับความสำคัญของปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กให้เป็นปัญหาของอาเซียน และขอให้บรรจุเป็นวาระสำคัญของการประชุมอาเซียนเพื่อหาข้อยุติในการแก้ปัญหาร่วมกัน อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันการเกิดไฟป่าและการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับอาเซียน จัดตั้งหน่วยประสานงานการแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างถาวร เพื่อการแก้ไขอย่างฉับพลันและยั่งยืน จัดตั้งเครือข่ายในระดับท้องถิ่น
ส่วนแผนระยะยาวของกองทัพภาคที่ 3 นั้น พล.ต.บัญชา ดุริยะพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 ให้จังหวัดเชียงใหม่จัดทำโมเดลระบบ ป่าเปียก และแนวกันไฟตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งการ โดยใช้ ดอยหลวง อ.เชียงดาว เป็นโมเดล ระดมความคิดเพื่อให้ดอยหลวงเป็นป่าชุ่มชื้น ไม่แห้ง ไม่ติดไฟง่าย ไม่เป็นที่เกิดควันพิษในปีหน้าและปีต่อๆ ไป เน้นคำว่าปลอดไฟบนดอยและปลอดไฟในใจคน เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นต่อไป
อีกแนวทางหนึ่งที่ เครือข่ายแก้ไขหมอกควันเชียงใหม่ ได้ยื่นหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เสนอการแก้ปัญหา 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ประกาศปัญหาหมอกควันเป็นวาระเร่งด่วน ส่วนระยะกลาง ช่วง 1-3 ปี ให้บูรณาการสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรเอกชน เพื่อรวบรวมรายชื่อหน่วยงานและองค์ความรู้ เทคโนโลยี การสื่อสาร เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหา และระยะยาว โดยจัดการการเผาอย่างเป็นระบบ มีแผนการจัดการขยะ ติดตั้งเครื่องตรวจวัดฝุ่นในระดับชุมชน รวมทั้งผลักดันให้เรื่องหมอกควันเป็นวาระจังหวัด มีการวางแผน 10 ปี บูรณาการหน่วยงานสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรเอกชน รวมถึงใช้ข้อมูลจากการศึกษาแหล่งกำเนิดควันในการวางแผนปฏิบัติงาน ตั้งเป้าลดมลพิษลง ย้ายสนามบินออกไปตั้งนอกตัวเมือง ส่งเสริมให้เกิดระบบขนส่งมวลชน ปรับปรุงเส้นทางจักรยานและทางเดิน ปลูกต้นไม้ริมทาง ส่งเสริมการทำเกษตรทางเลือก กำหนดมาตรการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นต้นเหตุของการเผา โดยผู้รับซื้อต้องรับผิดชอบจัดการตอซัง ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เล็งเห็นความสำคัญของการร่วมกันแก้ไขปัญหา รวมถึงสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ ศึกษาโมเดลต่างประเทศ เช่น การนำนโยบาย กรีนซิตี้ ของสิงคโปร์มาปรับใช้
ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังพยายามก้าวไปสู่ความเป็น กรีนซิตี้ เมืองสีเขียวสดใสที่แม้จะเล็ก แต่ทันสมัย ไม่เพียงน่าอยู่น่าพักอาศัยเท่านั้นแต่ยังเต็มไปเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานและการใช้ชีวิตทั่วไปได้อย่างเต็มที่ ด้วยการทำให้ประเทศเล็กๆ แห่งนี้บรรลุถึง กรีนมาร์ค คะแนนทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 80 จาก 100 อันหมายถึงความเป็นเมืองที่มีสภาวะแวดล้อม ดีที่สุด เท่าที่โลกเคยมีให้ได้ภายในปี ค.ศ.2030 นี้
ผู้ที่ให้คำอธิบายถึงแนวคิดและปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ของสิงคโปร์ได้ดีที่สุด หนีไม่พ้น ช็อง กุน เฮียน ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานบริหาร คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาเมืองและการเคหะ (เอชดีบี) ของสิงคโปร์
ช็อง กุน เฮียน เป็นสถาปนิกและนักผังเมืองระดับ ผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานเลื่องชื่อซึ่งเป็นที่ยอมรับกันไม่เพียงในประเทศเท่านั้นแต่ยังยกย่องกันไปทั่วโลก
ช็อง กุน เฮียน ทำงานด้านสถาปัตยกรรมและผังเมืองมานานกว่า 35 ปี มีส่วนไม่น้อยในการก่อรูปสิงคโปร์ตั้งแต่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสลัม แออัด มีแม่น้ำเป็นทางระบายน้ำ และถังขยะ ให้กลายเป็นเมืองที่สะอาด ทันสมัย มีสาธารณูปโภคที่เชื่อถือได้ในเวลานี้ สามารถรองรับประชากร 5.6 ล้านคนได้แบบสบายๆ ทั้งที่มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของมหานครลอนดอนเท่านั้นเอง
สิ่งแรกที่ ช็อง กุน เฮียน พูดถึงก็คือการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวสูงสุดสำหรับโครงการพัฒนาเมืองทุกโครงการ โดยผ่านมาตรการสร้าง แรงจูงใจ ให้เกิดขึ้น เราต้องการแทนที่พื้นที่สีเขียวที่เรา
สูญเสียไปบนพื้นดินเพราะการพัฒนาด้วยพื้นที่สีเขียวลอยฟ้า บนระเบียงตึกระฟ้าต้องมีสวนลอยฟ้าขึ้่นมาทดแทน เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับพักผ่อนสันทนาการและการสังสรรค์ชุมนุมกันขึ้น ช็อง กุน เฮียน ระบุ พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ในโครงการพัฒนา มารีนา เบย์ นั้น กำหนดให้ยึดถือนโยบาย ทดแทนพื้นที่สีเขียว นี้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือโครงการ พินนาเคิล แอท ดักซ์ตัน ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่พัฒนาเพื่อการเคหะที่สูงที่สุดในโลก ประกอบด้วยตึกสูง 50 ชั้น 7 ตึก บริเวณชั้นที่ 26 กับชั้นที่ 50 จะมี สวนสาธารณะลอยฟ้า เชื่อมต่อถึงกันตลอดทั้ง 7 อาคาร ภายในสวนมีเส้นทางสำหรับจ๊อกกิ้งออกกำลังกายและสถานีเพื่อออกกำลังกายหลายๆ จุด เป็นต้น
ช็อง กุน เฮียน ยอมรับว่า สิงคโปร์ ไม่สามารถหลีกหนีความหนาแน่นแออัดได้ โจทย์ใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้ความหนาแน่นนั้น น่าอยู่ ซึ่งในความเป็นจริงก็คือการรังสรรค์ให้ทุกคนสามารถอยู่ได้อย่างมี คุณภาพที่ดี ในชีวิตแม้แออัดหนาแน่นก็ตาม
การมีคุณภาพชีวิตที่ดี หมายถึงผู้คนทั้งหมดต้องให้ความสำคัญกับสวนสาธารณะและพื้นที่สำหรับสันทนาการสูงสุด สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นกับอาณาบริเวณที่เป็นร้านค้า, โรงเรียน, สถานบันเทิง, การสาธารณสุข, และสถานที่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องสร้างสัดส่วนที่มีสีเขียว (ต้นไม้) และ สีฟ้า (น้ำ) ประกอบขึ้นมาให้เหมาะสม
สิงคโปร์ มีตึกระฟ้ามากมายแต่ก็มีพื้นที่สีเขียวและสีฟ้า ที่เป็นสวนสาธารณะ, ธารน้ำและสระแทรกตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นเมืองขนาดเล็กแต่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ถึง 3 ล้านต้น แถมยังมี ป่าฝนเวอร์จิน ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหัวใจของเกาะสิงคโปร์อีกต่างหาก
ในกรณีของ มารีนา เบย์ สิงคโปร์ ไม่เพียงสร้างพื้้นที่เมืองใหม่ขึ้นมา ยังสร้าง แหล่งสำรองน้ำจืด ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาพร้อมกันไปด้วย นอกจากนั้นยังกันพื้นที่ 250 เอเคอร์เอาไว้สำหรับ การ์เดน บาย เดอะ เบย์ สวนสาธารณะที่เป็นปอดของเมืองเอาไว้ด้วย
ช็อง กุน เฮียน บอกว่า สิงคโปร์กำลังเชื่อมต่อสวนสาธารณะทั้งหลายในประเทศเข้าด้วยกัน ด้วยสะพานที่ออกแบบมาให้เป็น ไอคอน เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อขยายโครงข่ายของสะพานออกไปทั่วประเทศ คนสิงคโปร์ก็ได้เส้นทางสำหรับวิ่งและปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นมาอีก 400-500 กิโลเมตร
เอชดีบี รับผิดชอบในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับคนสิงคโปร์ทุกคน ทุกวันนี้พลเมืองสิงคโปร์มีที่พักภายใต้สัญญาเช่า 99 ปีกับเอชดีบี
เอชดีบี กำลังริเริ่มโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตในแบบคนเมือง อาทิ โครงการ สมาร์ท เวิร์ก เซ็นเตอร์ ที่จะเป็นศูนย์การทำงานร่วมกันของพนักงานจากหลายบริษัท ที่อยู่ใกล้กับที่พักอาศัย ลดความจำเป็นในการเดินทาง เพิ่มผลิตภาพและส่งเสริมให้เกิดสมดุลในการทำงานและการใช้ชีวิต, โครงการ เทเลเมดิซีน หรือการแพทย์ทางไกลที่จะดูแลผู้สูงอายุได้ดีกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมทั้งๆ ที่ยังอยู่ในที่พักของตัวเอง เป็นต้น
ช็อง กุน เฮียน บอกว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเปิดทางให้ สิงคโปร์ ขยายพื้นที่พักอาศัยลงไปใต้ดินได้ในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองของสิงคโปร์ กำลังเริ่มพัฒนา มาสเตอร์แพลน 3 มิติ สำหรับการพัฒนาเมืองใต้ดินของสิงคโปร์อยู่แล้วในเวลานี้
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน ฝุ่น อย่างยั่งยืน

