‘วีรชัย’ ในความทรงจำ

29.04.19 | 06:03 น.

สัปดาห์นี้เป็นความทรงจำของท่านทูต อรุณ จิวาศักดิ์อภิมาส เอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ เซเนกัล เพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของทูตแสบในกระทรวงการต่างประเทศ และ ทวีโชติ ตติยเพิ่มพูน นักการทูตชำนาญการ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของทูตแสบ ที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

ทูตแสบกับภริยา อลิซเบธ พลาศรัย ในวันฟ้าใสที่นิวยอร์ก

อรุณ จิวาศักดิ์อภิมาส
เอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล

ทูตแสบจากพวกเราไปอย่างกะทันหัน ด้วยความอาลัยรักพวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ ในกระทรวงการต่างประเทศได้เขียนถึงคุณงามความดีและความเป็นมืออาชีพของทูตแสบ ทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศและด้านการทูตระดับแนวหน้าของประเทศไทย

ผมขอเขียนถึงทูตแสบตั้งแต่ช่วงชีวิตเยาว์วัยที่เริ่มรู้จักทูตแสบ จนถึงช่วงชีวิตการทำงานราชการร่วมกันด้วยความผูกพันที่ “วังสราญรมย์” ของพวกเรา

ปี พ.ศ. 2520 เพื่อนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคอเพลงแนวเดียวกัน ได้พาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักว่า “อรุณ นี่เพื่อนที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ชื่อ วี อยู่คณะนิติศาสตร์ ได้ทุนรัฐบาล กำลังจะไปเรียนที่ฝรั่งเศส เขาเป็นนักดนตรีเล่นกีต้าร์” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้รู้จักกับทูตแสบ

Advertisement

วันที่เขาเดินทางไปฝรั่งเศส ผมได้ไปส่งเขาที่สนามบินดอนเมือง แทบทุกปี “วี” จะกลับมาเยี่ยมบ้านและแวะมาเยี่ยมพวกเราที่คณะฯ ผมและวีจึงได้สนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้น จนสามารถพูดคุยกันได้อย่างตลกโปกฮา

เมื่อผมเรียนจบได้สอบเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาในปี พ.ศ. 2530 ผมได้ย้ายมาทำงานที่กองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะมาเลเซีย วีเรียนจบปริญญาเอกจากฝรั่งเศสและกลับมาทำงานที่กองแอฟริกา เป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะแอฟริกาที่พูดภาษาฝรั่งเศสในกรมการเมือง (ซึ่งบัดนี้แบ่งเป็นกรมภูมิภาค) ในชื่อของ “แสบ”

ในช่วงเหตุการณ์การสู้รบที่บ้านร่มเกล้าระหว่างไทยและลาว เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญต่ออาณาเขตและอธิปไตยของประเทศไทยเป็นอย่างมาก การสู้รบยุติลงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 และได้มีการเจรจากันระหว่างคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ณ วังสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นการจัดประชุมที่ฉุกละหุกแต่มีความสำคัญต่ออธิปไตยของไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยทูตแสบเดินมาบอกว่า วันนี้จะมีการเจรจากัน ผู้ใหญ่ให้ทูตแสบช่วยคณะผู้แทนไทยในการดูเอกสารและแผนที่ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการมอบหมายที่เหมาะสม เพราะทูตแสบมีความรู้ทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดียิ่ง ทูตแสบจึงขอให้ผมอยู่เป็นเพื่อนช่วยทำงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ในวันนั้น ทูตแสบได้แสดงความรู้ความสามารถทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภาษาฝรั่งเศสให้เห็นอย่างเด่นชัด ซึ่งการเจรจามีไปจนถึงมืดค่ำ พวกเราต้องอยู่ต่อเพื่อเตรียมการเจรจารอบต่อไปในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เวลาล่วงเลยเกินกว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อน พวกเราสามสี่คนจึงได้นอนในห้องทำงานท่านอธิบดี (ผมจำไม่ได้ว่าขออนุญาตท่านหรือเปล่า) รุ่งขึ้นรีบอาบน้ำ (ในห้องน้ำท่านอธิบดี) แล้วลงมารับผู้ร่วมหารือระดับสูงของกองทัพบกและหน่วยงานอื่นๆ

ผมเขียนถึงเรื่องนี้ เพื่อต้องการให้ทราบกันว่า “แสบ” ได้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการแล้ว และต้องมาทำอีกครั้งในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการชี้แจงต่อศาลโลกเพื่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งประชาชนชาวไทยได้ทราบถึงฝีมือและความตั้งใจของแสบ ผมได้อยู่ร่วมเห็นความตั้งใจ ทุ่มเท สมาธิ และฝีมือในเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง โดยทูตแสบเป็นบุคคลที่ใช้สมองคิดก่อนการกระทำและคำพูด จึงได้บอกน้องๆ ในกระทรวงฯ เสมอว่า ทูตแสบเป็นทูตระดับแนวหน้าของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี

เมื่อผมได้รับการติดต่อเพื่อเขียนบทความระลึกถึงเพื่อนรัก ขณะนั้นผมอยู่ที่ประเทศโกตดิวัวร์ระหว่างการยื่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อประธานาธิบดีโกตดิวัวร์ ผมจึงได้เริ่มนึกถึงเรื่องที่จะเขียนถึงทูตแสบ และเหตุการณ์เจรจาบ้านร่มเกล้าได้ผุดขึ้นมาทันที และเมื่อวันที่ 9 เมษายนนี้ ได้ทราบจากน้องๆ ที่เดินทางไปราชการที่กรุงวอชิงตันว่า ทูตแสบได้เลี้ยงอาหารและเล่าให้น้องๆ ฟังถึงเรื่องนี้เช่นกันก่อนเข้ารักษาตัวในไอซียูเพียงไม่กี่วัน

ทวีโชติ ตติยเพิ่มพูน
นักการทูตชำนาญการ

ท่านทูตแสบในทัศนะของข้าพเจ้า

ผมเป็นผู้โชคดีคนหนึ่งที่มีโอกาสสักครั้งในชีวิตที่ได้เป็น “ลูกน้อง” เป็น “เพื่อนร่วมงาน” และเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ของท่านทูตแสบ วีรชัย พลาศรัย

และนี่คือความโชคดีของผมภายใต้บังคับบัญชาของท่านทูตตลอด 2 ปีที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก …

… ในฐานะ “ลูกน้อง” ผมโชคดีที่ท่านทูตเป็นคนไร้ความปราณี งานแต่ละชิ้นที่ออกมาจะต้องถูกกลั่นถูกเกลาจนกว่าจะกลายเป็น “คัพเค้ก” คือ ต้องได้ทั้งด้านรูปแบบที่ต้องคงไว้ซึ่งความเป็นมาตรฐาน เปรียบเสมือนคัพเค้กที่มีหน้าตาละเมียดละไมและเย้ายวนอันผ่านการบรรจงรังสรรค์อย่างตั้งใจ และได้ทั้งด้านสารัตถะที่ต้องมีความกระชับและได้ใจความ เปรียบเสมือนคัพเค้กที่มีรสชาดละมุนลิ้นแต่จัดจ้านแบบเต็มเปี่ยมเมื่อได้ชิมแค่เพียงคำแรก ถ้าไม่เป็นคัพเค้กก็อย่าหวังว่าท่านทูตจะปล่อยงานชิ้นนั้นให้ผ่านไปได้เลย

ทูตแสบและบรรดาเพื่อนร่วมทีมที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

บ่อยครั้งท่านทูตจะให้ลูกน้องนำเสนอเรื่องราวภายใต้หัวข้อต่างๆ ที่ท่านทูตมอบหมาย ซึ่งบางครั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องงานเลยก็ว่าได้ เพื่อที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้มีโอกาสขัดเกลาและพัฒนาฝีมือและฝีปากให้สามารถเป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างมั่นใจว่าจะออกมา “สวย” และ “หล่อ” กันทุกคน ท่านทูตมักใช้ “คำด่า” ลูกน้องแบบติดปากอยู่เสมอว่า “การทูตไทย 400 ปีมันพังพินาศเพราะพวกคุณ” ซึ่งวดีเด็ดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของท่านทูตในการส่งต่อสิ่งดีๆ ที่ได้สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อรักษามาตรฐานการทูตไทยไว้ต่อไป

ในฐานะผู้บังคับบัญชาท่านทูตยังได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เจนจัดในทุกด้าน โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์การทำงานอย่างเฉียบแหลม เช่น ในการหาเสียงการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ของไทยเมื่อปี 2559 ท่านทูตได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นประธานกลุ่ม 77 (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 134 ประเทศ) เพื่อแสวงหามิตรและพลพรรคที่จะสนับสนุนไทยในกรอบสหประชาชาติ หรือการจัดงานเลี้ยงประจำเดือนของคณะผู้แทนถาวรไทยฯ ภายใต้ชื่อ Thai Break เพื่อนำเสนอ “ประเทศไทย” ในแง่มุมต่างๆ ให้ได้รับความนิยมจากนานาประเทศมากยิ่งขึ้น หรือการใช้ดนตรีเพื่อสร้างมิตรกับทูตประเทศอื่น ๆ ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นวง “UN Rocks” ออกอัลบัมเพื่อระดมทุนสำหรับการกุศล รวมถึงการเตรียมตัวในกรณีที่ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยในกรณีการสมัครเป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีครั้งนั้น ซึ่งไทยไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอในการเลือกตั้ง ท่านทูตก็ได้ให้ทุกคนเตรียมตัวทำหน้า “wall face” กล่าวคือ “หน้านิ่ง หน้าตาย” ไว้ก่อนหน้าไม่ว่าไทยจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเราดีใจหรือเสียใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงทางการทูตที่จะไม่เพียงแต่จะต้องรู้เขารู้เรา แต่ต้องไม่ให้เขารู้เราด้วย

… ในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” ผมโชคดีที่ท่านทูตเป็นคนชอบเถียง กฎข้อหนึ่งในการทำงานกับท่านคือ หากสามารถถกเรื่องงานชนะท่าน ท่านจะพาไปเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อในร้านที่เราเลือกและสามารถพาเพื่อนไปได้อีก 2 คน โดยหนึ่งในตรรกะการทำงานของท่านคือ “การทำงานด้วยกัน” ท่านพร้อมรับฟังความคิดและความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ และพร้อมที่จะใช้เวลาถกในเรื่องที่ควรอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ทำให้เกิดการตกผลิกในเชิงความคิดความอ่านอย่างเป็นระบบระเบียบ ท่านจะให้พื้นที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนทำงานที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่อย่างเต็มที่โดยไม่เข้ามาข้องแวะ “แบบห่าง ๆ แต่ห่วง ๆ”

ทุกเมื่อที่ถึงคราวจำเป็น ท่านก็พร้อมที่จะกระโจนเข้ามาร่วมทำงานกับพวกเราทุกคนให้บรรลุล่วงได้อย่างเต็มแรงและสุดความสามารถ เช่นในกรณีการเจรจาเอกสารที่ถือว่าสำคัญมากที่สุดฉบับหนึ่งของสหประชาชาติในปีที่ไทยเป็นประธานกลุ่ม 77 ซึ่งมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ไม่เฉพาะแค่ของไทยแต่ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ด้วย โดยตลอดช่วงการเจรจาเอกสารดังกล่าวกว่า 3 เดือน ท่านจะคอยรับฟังพัฒนาการและให้คำชี้แนะสำหรับการเจรจาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย ค่ำ หรือดึกๆ ก็ตาม และในช่วง “แตกหัก” ของการเจรจาเอกสารดังกล่าว ท่านก็ได้โดดเข้ามาเล่นด้วยอย่างสุดความสามารถ โดยแบ่งหน้าที่ไปเล่นในระดับสูง กล่าวคือ ไปล็อบบี้กับระดับทูตประเทศอื่นๆ เพื่อโน้มน้าว หว่านล้อม ท้าทาย หรือโดดเดี่ยวประเทศคู่เจรจาอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการทำหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นไปอย่างเต็มศักดิ์ศรีภาคภูมิ ซึ่งที่สุดแล้ว ไทยก็ได้รับคำชมจากไม่เพียงประเทศในกลุ่ม 77 ด้วยกันเอง แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ นอกกลุ่ม และองค์กรต่างๆ ภายใต้สหประชาชาติ ว่าเป็นประธานกลุ่ม 77 ที่เป็นผู้สร้าง “สะพาน” เชื่อมระหว่างกลุ่ม 77 กับกลุ่มอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

… ในฐานะ “ผู้ถูกกระทำ” ผมโชคดีที่ท่านทูตเป็นคนจู้จี้จุกจิก เรื่องการแต่งตัวเป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งสำหรับนักการทูตผู้ชาย การใส่สูทผูกเนกไทมาทำงานถือเป็นเรื่องพึงปฏิบัติเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นครนิวยอร์กซึ่งยังคงมีความเย็นอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับจำเป็นที่ต้องใช้เสื้อโอเวอร์โค้ทตัวหนาๆ อุ่นๆ นักการทูตฝรั่งคนอื่นๆ ก็ใส่เสื้อแจ็คเก็ตทั่วไปทับสูท แต่สำหรับท่านต้องเป็นเสื้อเทรนช์โค้ทเท่านั้น “เสื้อแจ็คเก็ตอื่นๆ มันถูกออกแบบมาสำหรับโอกาสวาระอื่นๆ” ท่านว่าไว้แบบนั้น

สำหรับท่าน การดื่มกาแฟที่ถูกต้องจะต้องประกอบด้วยถ้วยกาแฟแบบมีหู จานรอง และช้อนคน เมื่อคนกาแฟแล้วช้อนให้เอาออกมาไว้บนจานห้ามคาไว้ในถ้วย ส่วนการจิบกาแฟในแต่ละครั้ง ถ้วยกับจานไม่สามารถยกออกจากกันได้เกิน 3 วินาที “เพราะถ้วยกับจานเป็นของคู่กัน อยู่ห่างกันนานเกินไปมันจะขาดใจตาย” หรือแม้กระทั่งเรื่องร้านอาหารฝรั่งเศษ Le Cirque ที่นครนิวยอร์กที่ซึ่งพนักงานหรือเจ้าของร้านออกเสียงเรียกชื่อร้านตัวเองว่า “เลอ เซิร์ก” ท่านก็ยังอดไม่ได้ที่จะช่วยแก้ให้ออกเสียงเป็น “เลอ เซี๊ยกค์” ท่านเคยกล่าวเชิงสงสัยว่า “สรุปร้านนี้อาหารฝรั่งเศษแท้หรือเทียมกันแน่ ขนาดชื่อร้านตัวเองยังเรียกผิด” แต่นี่แหละคือความเป็น “นักการทูต” ที่ซึมซาบอยู่ในทุกอณูและจังหวะท่วงท่าชีวิตของท่าน

ผมถือว่าท่านเป็นหนึ่งใน “นักการทูตคลาสสิค (classic diplomat)” ของยุคสมัยนี้ ท่านทูตแสบ วีรชัย พลาศรัย ในแบบอย่างและตัวตนที่ผมรู้จัก

กราบขอบพระคุณท่านทูตอย่างสุดซึ้ง