คอลัมน์ People In Focus: จักรพรรดิอากิฮิโตะ ผู้ครองใจประชาชน

2.05.19 | 17:23 น.

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงสละราชสมบัติลงอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เปิดทางให้มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ พระชนมายุ 59 พรรษา ขึ้นครองศิริราชสมบัติแทนที่พระองค์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในวันที่ 1 พฤษภาคม นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุค “เฮเซ” สู่ยุค “เรวะ” อย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระชนมพรรษา 85 พรรษาที่ทรงครองราชย์ในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งรัฐและเอกภาพของประชาชน” ตามรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแม้จะทรงเลี่ยงจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของรัฐ แต่พระราชกรณียกิจ พระราชดำรัชของพระองค์ในหลายๆโอกาส แสดงให้เห็นว่าทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิของประชาชนอย่างแท้จริง

ประสูติในปีค.ศ. 1933 ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลทางการทหารไปทั่วภูมิภาคก่อนที่ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้สงครามโลกอย่างราบคาบในปีค.ศ. 1945 ช่วงเวลาที่เจ้าชายอากิฮิโตะ ในเวลานั้นมีพระชนพรรษาเพียง 11 พรรษาพระองค์ทรงฟังประกาศความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย น้ำตานองหน้า

ในฐานะมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกผ่านครูสอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกัน ทรงแหวกม่านประเพณีด้วยการอภิเสกสมรสกับหญิงสามัญชน “มิชิโกะ โชดะ” หญิงที่ทรงพบในระหว่างการเล่นเทนนิส ก่อนจะทรงขึ้นครองราชย์หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ในปีค.ศ. 1989

ในแง่ครอบครัวทรงเลือกที่จะเลี้ยงดูพระโอรส และพระธิดา อย่างเจ้าชายนารุฮิโตะ เจ้าชายฟุมิฮิโตะ และเจ้าหญิงซายาโกะ ที่ทรงสละฐานันดรศักดิ์ เพื่อแต่งงานกับสามัญชนไปก่อนหน้านี้ ด้วยพระองค์เอง นั่นทำให้สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของญี่ปุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยพระชนกและพระชนนี จากเดิมที่จะถูกเลี้ยงดูโดยพระพี่เลี้ยงเท่านั้น

Advertisement

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงแสดงให้เห็นถึงความเป็น “เสรีนิยม” ในตัวพระองค์ ที่ทรงพยายามลดอิทธิพลแนวคิดที่มองสถาบันกษัตริย์เป็นดั่งสมมติเทพอย่างในอดีตและทรงมีพระประสงค์ที่จะลดช่องว่างของจักรพรรดิและประชาชนให้แคบลง

ทรงเปลี่ยนการใช้ภาษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่มีต่อประชาชนให้เป็นไปในแบบที่ประชาชนใช้ทั่วไปใช้กัน โดยเฉพาะทรงแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วยการเสด็จเยี่ยมประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ โดยทรงคุกพระชงฆ์ (คุกเข่า) และมีพระปฏิสันถารให้กำลังใจกับผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เอง

ตลอดระยะเวลาครองราชย์ 30 ปีของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงประสบความสำเร็จในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่รักของประชาชน

ก่อนที่ในที่สุดพระองค์จะทรงแสดงความตั้งใจที่จะสละราชสมบัติเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปีของญี่ปุ่น โดยทรงย้ำถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในเชิง “สัญลักษณ์” ของประเทศ ส่งผลให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้พระองค์ได้ทำตามพระประสงค์ในที่สุด

สำนักข่าวเอ็นเอชเค ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในปี 2009 เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 20 ปี พบว่า ประชาชน 85 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยอย่างเต็มใจที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงงานตามบทบาทตามรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี ขณะที่ผลสำรวจของไมนิจิ ชิมบุน เมื่อไม่นานที่ผ่านมาพบว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นอีก

ในพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ยังทรงแสดงความขอบพระทัยอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ให้การยอมรับพระองค์ในฐานะสัญลักษณ์ของชาติ และให้การสนับสนุนพระองค์ตลอดมา

และนับจากนี้จะทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิของประชาชนที่จะทรงอยู่ในความทรงจำของชาวญี่ปุ่นตลอดไป